Month: November 2018

9 ข้อควรรู้ก่อนทำสัญญากู้ยืมเงิน

9 ข้อควรรู้ก่อนทำสัญญากู้ยืมเงิน

เรื่องเงินๆ ทองๆ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนทั้งผู้กู้และผู้ปล่อยกู้ บทความนี้เราจะมาบอกข้อควรระวังให้กับคนที่คิดจะกู้เงิน ว่ามีอะไรบ้างที่เราต้องรอบคอบและตรวจสอบให้ละเอียด เพื่อความปลอดภัยจะได้ไม่เกิดปัญหาขึ้นภายหลัง

  1.    ก่อนลงชื่อ หรือ พิมพ์ลายนิ้วมือ คุณจะต้องอ่านรายละเอียดให้ถูกต้องและครบถ้วนทุกบรรทัด และที่สำคัญที่สุดคือ ในสัญญาจะต้องเขียนจำนวนเงินเป็นตัวเลขกำกับไว้ใต้ตัวเลขอีกครั้ง
  2.    สัญญาเงินกู้จะต้องมีอย่างน้อย 2 ฉบับ เพื่อให้ผู้กู้เก็บไว้ 1 ฉบับ และ ผู้ให้กู้ 1 ฉบับ
  3.    ควรมีพยานของฝ่ายผู้กู้ลงลายมือชื่อ หรือ พิมพ์ลายนิ้วมือ เพื่อเป็นพยานในสัญญาอย่างน้อย 1 คน
  4.    ห้ามลงชื่อในกระดาษเปล่า ที่ยังไม่ได้ระบุเงื่อนไขสัญญาเด็ดขาด
  5.    เวลาชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นแค่บางส่วนหรือหมดทั้งก้อนก็ตาม จะต้องขอใบเสร็จรับเงิน/หลักฐานการรับเงิน ที่มีลายมือชื่อของผู้ให้กู้กำกับไว้ด้วยทุกครั้ง เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานยืนยันการชำระหนี้

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/sign-pen-business-document-48148/

  1.    เมื่อชำระเงินกู้ครบตามจำนวนแล้ว ต้องขอสัญญากู้ยืมเงินคืนจากผู้ให้กู้ด้วย เพราะถ้ามีการฟ้องร้องเกิดขึ้น เราจะมีหลักฐานที่สามารถกล่าวได้ว่า ชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว
  2.    ห้ามนำโฉนดที่ดิน หรือ หนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดิน (น.ส. 3) ไปให้ผู้ให้กู้เก็บไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน โดยเด็ดขาด
  3.    กรณีฟ้องร้องเรียกเงินตามสัญญากู้ยืม คดีจะมีอายุความ 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ถึงกำหนดชำระ
  4. กรณีฟ้องร้องเรียกเงินตามสัญญากู้ยืม โดยที่ในสัญญาระบุไว้ว่า ให้ชำระเงินต้นพร้อมกับดอกเบี้ยเป็นงวดๆ ถือว่าได้ตกลงชำระหนี้เพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ คดีจะมีอายุความ 5 ปี

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/abundance-bank-banking-banknotes-259027/


เคยสงสัยกันมั๊ย ... ทำไมยื่นกู้ไม่ผ่าน !!!

เคยสงสัยกันมั๊ย … ทำไมยื่นกู้ไม่ผ่าน !!!

เอกสารก็ครบ อาชีพก็ชัดเจนสุจริต แต่ทำไมบางคนถึงยื่นกู้จากธนาคาร/สถาบันการเงินไม่ผ่าน… ทำไม ยังไง เคยอยากรู้กันมั๊ย งั้นวันนี้เราจะมาเฉลยกัน ว่าเวลายื่นขอสินเชื่อมีอะไรที่ธนาคาร/สถาบันการเงิน ใช้เป็นเกณฑ์กันบ้าง เพื่อเป็นความรู้เวลาที่คุณยื่นขอสินเชื่อ จะได้ไม่เจอปัญหา …  ไม่ผ่าน !!!!!

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/rolled-20-u-s-dollar-bill-164527/

  • มีประวัติติดแบล็คลิสต์

เช่น ค้างชำระหนี้ ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี หรือ ถูกแจ้งข้อหาทุจริตหลอกลวงประชาชน ซี่งข้อมูลต่างๆ เหล่านี้จะถูกระบุไว้ในรายงานข้อมูลเครดิต ซึ่งหากไม่ชำระหนี้ให้เสร็จเรียบร้อย ก็จะทำให้ถูกปฏิเสธสินเชื่อ (บุคคลทั่วไปสามารถขอดูข้อมูลบัตรเครดิตบูโร ได้ที่ธนาคารบางแห่งหรือศูนย์ตรวจเครดิตบูโร ได้ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด)

  • ไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ

โดยปกติธนาคารจะกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำในการอนุมัติสินเชื่อ อย่างเช่น อายุของผู้กู้ ที่ต้องอยู่ระหว่าง 20 ปีบริบูรณ์ และ ไม่เกิน 65 ปี อาชีพก็เป็นส่วนสำคัญในการพิจารณา เพราะถ้ามีอาชีพและรายได้ที่ไม่แน่นอน ธนาคารอาจมองว่าผู้กู้ไม่มีความน่าเชื่อถือและความสามารถในการผ่อนชำระคืน

  • Credit Scoring ต่ำกว่าเกณฑ์

การพิจารณาเกณฑ์การขอสินเชื่อนั้น  ธนาคารจะพิจารณาจากการกรอกแบบฟอร์ม ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลลูกค้า ได้แก่ เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ เป็นต้น หลังจากที่ได้ข้อมูลดังกล่าวแล้วก็จะนำไปคำนวณเพื่อหาคะแนนสินเชื่อว่ามีความสามารถในการชำระหนี้หรือไม่ ถ้าต่ำกว่าเกณฑ์ก็ถือว่าไม่ผ่านการพิจารณา

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/banking-business-checklist-commerce-416322/

  • สิ่งค้ำประกันไม่ดีพอ

เมื่อคุณต้องการยื่นขอสินชื่อประเภทที่อยู่อาศัย เช่น ซื้อบ้าน ซื้อคอนโด  สินเชื่อนั้นจะถือเป็นทรัพย์ค้ำประกันด้วย นั่นก็หมายถึง ที่อยู่อาศัย เช่น บ้าน คอนโด ก็จะถูกนำมาใช้เป็นตัวพิจารณาร่วมด้วย ถ้าในกรณีที่คุณไม่สามารถผ่อนชำระได้ต่อ ธนาคารก็จะนำหลักประกันนี้ไปขายทอดตลาด เพื่อชดใช้หนี้ต่อไป

  • เงินหมุนเวียนในบัญชี

สาเหตุที่ธนาคารต้องขอบัญชีย้อนหลัง 3-6 เดือนนั้น ก็เพื่อจะดูเงินในบัญชีของผู้กู้ว่ามีสภาพคล่องในการนำเงินมาใช้หนี้มากน้อยเพียงใด ถ้าหากมีเงินหมุนเวียนเข้า-ออกบัญชีในระดับที่น่าเชื่อถือ ก็จะยิ่งง่ายต่อการอนุมัติสินเชื่อ

  • ผู้กู้ร่วมไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันโดยตรง

กรณียื่นขอสินเชื่อในแบบที่ต้องมีผู้กู้ร่วม ผู้กู้ร่วมควรจะมีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกันโดยตรงทางสายเลือดกับตัวคุณ เช่น พ่อ แม่ พี่น้อง หรือ สามี ภรรยา หากผู้กู้ร่วมไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกันโดยตรง ก็อาจถูกธนาคารประเมินว่าไม่ผ่านเกณฑ์การขอสินเชื่อได้โดยง่าย เพราะสมมติว่า คุณไม่ชำระหนี้ภายใน 3 เดือนหรือธนาคารติดต่อไม่ได้ ธนาคารยังสามารถติดตามได้กับ พ่อ แม่ พี่น้อง สามีภรรยาได้ง่าย แต่ถ้าเป็นบุคคลอื่นโอกาสในการติดตามหรือยินยอมผ่อนชำระหนี้แทน อาจเป็นไปได้ยาก

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/numbers-money-calculating-calculation-3305/


จะทำยังไงเมื่อรายจ่ายดันมากกว่ารายรับ

จะทำยังไงเมื่อรายจ่ายดันมากกว่ารายรับ

“เงินหมด” ประโยคเดียวสั้นๆ ที่หลายคนพบเจอ ทำไมเงินถึงไม่พอใช้ ในเมื่อเราก็ไม่ได้อยู่บ้านเฉยๆ งานการไม่ทำซะเมื่อไหร่ ตรงกันข้ามกลับทำงานหนักดึกดื่น อดหลับอดนอน แล้วเงินมันหายไปได้ยังไง???  ลองคิดดูดีๆ อาจเป็นเพราะเราบริการการเงินไม่เป็น ฟุ่มเฟือย กินอยู่หรูหรา หรือถูกอกถูกใจกับของแบรนด์เนมมากเกินไปรึป่าว

…แต่เอาล่ะ ในเมื่อรายจ่ายมันดันมากจนทะลุเงินเดือนกันไปแล้ว เราลองมาหาทางแก้กันดีกว่า…

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/man-in-black-t-shirt-and-blue-denim-shorts-sitting-while-pulling-out-100-u-s-dollar-banknotes-from-black-wallet-929277/

  1. ใช้หนี้เก่าให้หมดก่อน  ถ้าคุณมีหนี้ก้อนโตอยู่ แนะนำว่าให้หาทางกำจัดให้หนี้ก้อนนี้หมดไปก่อน หาช่องทางเอาเงินก้อนมาโปะ ยิ่งจ่ายปิดให้หนี้หมดไปได้ทั้งก้อนในครั้งเดียวได้เลยยิ่งดี เพราะหนี้ยิ่งปล่อยนานดอกเบี้ยยิ่งเพิ่ม แต่ไม่แนะนำให้คุณไปกู้หนี้ก้อนใหม่มาปิดก้อนเก่านะ ถ้าเป็นแบบนี้วงจรหนี้ของคุณมันก็จะไม่จบไม่สิ้นไปซะที 
  2. หารายได้พิเศษเพิ่ม คนขยันอย่างคุณทำได้อยู่แล้ว เมื่อรู้ว่าเรามีความสามารถพิเศษด้านไหน ก็หางานพิเศษ งานพาร์ทไทม์ หลังเวลางานไปเลย ยิ่งยุคนี้ในอินเทอร์เน็ตมีช่องทางประกาศหา/รับสมัครจ๊อบพิเศษกันมากมาย หลังจากคุณมีรายได้พิเศษเพิ่มนอกเหนือจากเงินเดือนแล้ว ให้เก็บออมไว้ก่อนล่ะอย่าเพิ่งใช้ รอซักพักให้เก็บได้เป็นก้อนค่อยเอาใช้บ้าง แต่ต้องไม่เกินตัวเกินรายได้ที่มีล่ะ 
  3. แยกให้ออกอันไหนรายจ่ายจำเป็นและไม่จำเป็น ถ้าของบางชิ้นมันดูฟุ่มเฟือยมากเกินไป ไม่มีใช้ก็ไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตตัดทิ้งไปบ้างก็ได้ กินข้าวมื้อหรูๆ ลดลงเดือนละครั้งก็ยังได้ ทริปต่างประเทศตัดใจไม่ไปบ้างก็ช่วยเซฟเงินได้อีกเป็นกอบเป็นกำ 
  4. ปรับรายรับให้เท่ากับรายจ่าย ข้อนี้อาจมีความเสี่ยงสูงแนะนำให้คิดตัดสินใจให้รอบคอบก่อน เพราะถ้าคุณมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ อาจเป็นเพราะรายได้/เงินเดือนที่คุณได้น้อยเกินไป ลองเปลี่ยนงานใหม่ เปิดโอกาสให้ตัวเองกับงานที่ใหม่ดู เพราส่วนใหญ่แล้วการเปลี่ยนงานใหม่เงินเดือนก็มักจะเพิ่มขึ้นไปด้วย


ประวัติการเงินแบบนี้ ขอสินเชื่อผ่านชัวร์ !!!

ประวัติการเงินแบบนี้ ขอสินเชื่อผ่านชัวร์ !!!

ปัญหาการเงินติดขัดมีเรื่องด่วน เหตุฉุกเฉินจำเป็นต้องใช้เงินก้อน แต่หันไปทางไหนก็มองไม่เห็นทาง ทางออกที่หลายคนคิดได้ ก็คือการขอสินเชื่อ แต่คุณรู้หรือไม่ ถ้าคุณยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารต่างๆ โดยไม่เช็คประวัติการเงินของตัวเองให้ดี แล้วไม่ผ่านการอนุมัติ ผลที่ตามมาคือธนาคารจะไม่พิจารณาเงินกู้ของคุณไปไปอีก 6 เดือน ทีนี้ล่ะ รอกันไปอีกครึ่งปีถึงจะยื่นขอสินเชื่อได้ใหม่อีกรอบ ถ้างั้นลองมาดูกันดีกว่าว่าประวัติการเงินแบบไหน ที่มีโอกาสผ่านเกณฑ์การขอสินเชื่อได้ง่ายๆ

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/person-using-ballpoint-pen-1451448/

  • บัญชีมีเงินหมุนเวียนมานาน ข้อนี้ส่วนใหญ่พนักงานประจำมักจะได้เปรียบมากกว่าอาชีพอื่นที่ไม่ได้มีรายได้เข้าบัญชีตรงเป็นประจำทุกเดือน  เพราะบัญชีเงินฝากธนาคารที่แสดงถึงรายได้ เป็นสิ่งสำคัญที่ธนาคารจะพิจารณา ยิ่งมีเงินเข้าสม่ำเสมอและเป็นเวลานาน ก็ยิ่งมีโอกาสได้รับอนุมัติมากขึ้น
  • ไม่เปลี่ยนงานบ่อยๆ ประวัติการทำงานก็เป็นสิ่งที่ธนาคารพิจารณาด้วย อย่างน้อยผู้ที่จะขอสินเชื่อต้องทำงานในที่ทำงานปัจจุบันมาไม่น้อยกว่า 6 เดือน แน่นอนว่าถ้าเปลี่ยนงานบ่อย ความสม่ำเสมอของรายได้ก็ยิ่งน้อย แถมยังเสี่ยงเกิดเหตุการตกงานระหว่างผ่อนชำระเงินคืน ถ้าเป็นแบบนี้ธนาคารก็เสี่ยงที่จะถูกผู้กู้จ่ายเงินช้าไม่ตรงตามกำหนดเวลา
  • มีประวัติการเงินบ้าง หลายคนคงคิดว่า การที่เรามีไม่มีหนี้เลยจะทำให้การอนุมัติง่ายขึ้นเพราะเราไม่มีภาระเรื่องการเงิน นั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะถ้าคุณมีประวัติการผ่อนชำระบ้าง อย่างเช่น บัตรเครดิต ผ่อนสินค้า และก็ผ่อนตรงเวลา ธนาคารเช็คประวัติแล้วพบว่ามีการผ่อนชำระหนี้ดี การอนุมัติสินเชื่อก็ง่ายขึ้น
  • ไม่มีหนี้ก้อนโต  หนี้ก้อนโตที่ว่านี้คือ การผ่อนสินค้าที่มีมูลค่าสูงหลักแสนหลักล้าน เช่น ผ่อนบ้าน ผ่อนคอนโด ผ่อนรถยนต์ เพราะเมื่อธนาคารคำนวณรายได้กับรายจ่ายของคุณแล้ว คุณมีรายรับเท่ากับรายจ่าย หรือวงเงินที่เหลือหลังชำระหนี้รายเดือนแล้วน้อยมาก คุณก็คงไม่มีความสามารถที่จะผ่อนชำระสินเชื่อก้อนใหม่ได้อีก
  • เช็คเครดิตค้างชำระ หลักของการเป็นลูกหนี้ธนาคาร สถาบันการเงินที่ดีคือ ไม่ควรมีประวัติการค้างชำระหนี้ อย่างน้อยไม่ควรมีการค้างชำระในช่วง 6 เดือนก่อนที่จะยื่นขอสินเชื่อใหม่ ดังนั้น ควรเช็คให้ดีว่าคุณมีลืม ตกหล่นค้างชำระหนี้ให้กับธนาคาร/บัตรเครดิตใบไหนบ้างรึป่าว


เปลี่ยนการออมเงินให้เป็นเรื่องสนุก

เปลี่ยนการออมเงินให้เป็นเรื่องสนุก

ตั้งใจไว้ปีนี้ต้องมีเงินเก็บ เงินเดือนขึ้นแล้วเราต้องเก็บเงิน แบ่งเงินไว้ 10% ก็แล้ว เก็บแบงค์ 50 หยอดเหรียญใส่กระปุกก็แล้ว ยังไงก็เก็บเงินไม่ได้ซะที สงสัยวิธีแบบเดิมๆ คงจะดูเป็นการบังคับตัวเองจนรู้สึกน่าเบื่อ งั้นเรามาลองวิธีแบบใหม่ๆ กันดีกว่า ออมแบบแต่ละวันไม่ซ้ำกัน ก็น่าสนุกไปอีกแบบนะ

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/person-holding-coin-1602726/

  • ออมลดลงวันละ 1 บาท

วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่เงินเดือนยังไม่สูงมาก เริ่มได้เลยตั้งแต่ต้นเดือน คือ วันที่ 1 ออม 30 บาท วันที่ 2 ออม 29 บาท วันที่ 3 ออม 28 บาท ลดลงไปเรื่อยๆ วันละ 1 บาท จนถึงวันที่ 30 ออม 1 บาท วิธีการนี้ จบหนึ่งเดือน คุณจะมีเงินออม 627 บาท

  • 1 อาทิตย์ 140 บาท

วิธีเก็บเงินเป็นรายอาทิตย์นี้เหมาะกับมือใหม่หัดออม จำนวนเงินอาจยังไม่มาก แต่วิธีนี้จะช่วยสร้างระเบียบวินัยในการออมเงินต่อๆ ไปได้เป็นอย่างดี ด้วยการออมเพิ่มวันละ 5 บาท เริ่มจากวันอาทิตย์ออม 5 บาท วันจันทร์ ออม 10 บาท วันอังคาร ออม 15 บาท วันพุธ ออม 20 บาท วันพฤหัส ออม 20 บาท วันศุกร์ ออม 25 บาท วันเสาร์ ออม 30 บาท ครบอาทิตย์คุณจะมีเงินออม 140 บาท พอขึ้นอาทิตย์ใหม่ก็เริ่มออมใหม่  ครบเดือนคุณจะมีเงินออม 560 บาท

  • 1 ปี 45,000 บาท

วิธีนี้จะท้าทายขึ้นมาอีกนิด เก็บออมแค่เดือนละครั้งแต่จำนวนเงินจะเพิ่มขึ้นเดือนละ 500  เริ่มที่เดือนมกราคม ออม 1,000 เดือนกุมภาพันธุ์ ออม 1,500 บาท เดือนมีนาคม ออม 2,000 บาท เมื่อถึงเดือนธันวาคม จำนวนออมจะอยู่ที่ 6,500 บาท นั่นแปลว่า ภายใน 1 ปี คุณจะมีเงินเก็บ 45,000 บาท

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/person-holding-coins-1288483/

  • ออมเงินเพิ่มวันละ 1 บาท ให้ครบปี

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ แม้ตัวเลขออมจะน้อย แค่เพิ่มวันละ 1 บาท แต่ถ้าคุณเก็บไปเรื่อยๆ ห้ามหยุดแม้แต่วันเดียว ครบปีคุณจะได้เงินออมก้อนใหญ่แน่นอน วิธีการคือ วันที่ 1 ออม 1 บาท วันที่ 2 ออม 2 บาท วันที่ 90 (3 เดือน) ออม 90 บาท วันที่ 212 (ครึ่งปี) ออม 212 บาท วันที่ 300 ออม 300 จนไปถึงวันที่ 365 (ครบปี) ออม 365 บาท รวมแล้วทั้งปีคุณจะมีเงินออม  66,795 บาทเลยทีเดียว

  • ออมเงิน วันละ 30 บาท

วิธีการคือ เมื่อคุณกลับถึงบ้านตอนเย็น ให้เก็บเงินไว้วันละ 30 บาท เก็บทุกวันๆ ละ 30 บาท ครบเดือนจะได้ 900 บาท ถ้าเก็บต่อไปเรื่อยๆ ทุกวันจนครบปี คุณจะมีเงินออม 10,800 บาท

  • เก็บเศษเงินเดือน

วิธีการนี้ง่ายมาก เมื่อเงินเดือนออกให้รีบหักออกมาทันที ให้เหลือเงินใช้เป็นยอดตัวเลขกลมๆ  ตัวอย่าง เช่น ถ้าคุณได้เงินเดือน 35,790 บาท ให้หักมาออม 790 บาท ครบปี คุณจะได้เงินออม 9,480 บาท


ถึงเวลาที่ธุรกิจ SME ควรขอสินเชื่อ

ถึงเวลาที่ธุรกิจ SME ควรขอสินเชื่อ

เชื่อว่าทุกวันนี้มีคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่เลือกเดินตามความฝัน เปิดธุรกิจของตัวเอง จะเป็นธุรกิจรายเล็ก รายใหญ่ มีหน้าร้านหรือขายของออนไลน์ นอกจากไอเดียดี สินค้ามีคุณภาพแล้วการมี “เงินทุน” ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจเช่นกัน เพราะในทุกขั้นตอนของธุรกิจต่างก็ใช้เงินทุนทั้งสิ้น

ก่อนเริ่มต้นธุรกิจเราต้องมีเงินทุน เพื่อผลิตสินค้า ตกแต่งออกแบบหน้าร้าน  ซื้ออุปกรณ์ เครื่องใช้ต่างๆ หรือหากเป็นธุรกิจออนไลน์ก็ต้องมีเงินส่วนหนึ่งสำหรับการโปรโมทสินค้า สต็อกสินค้า ค่าส่ง ค่าเดินทาง

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/two-person-sitting-by-the-table-with-macbook-pro-on-top-of-table-1305360/

เมื่อธุรกิจดำเนินไปแล้วก็อาจจะใช้เงินทุนเพื่อเพิ่มฐานการผลิต จ้างคนเพิ่ม ขยายหน้าร้าน หรือหากโชคร้ายเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น จลาจล น้ำท่วม ไฟไหม้ ทำให้สินค้าผลิตตามออร์เดอร์ไม่ทัน เมื่อมีเหตุการณ์เหล่านี้ รายจ่าย ก็มีมากขึ้นตามไปด้วย

ในทุกขั้นตอนของธุรกิจนั้นการมีเงินทุนสำรองมากเพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ หากใครทุนหนาอยู่แล้วก็โชคดีไป แต่หากเราเป็นแค่คนธรรมดาที่มีฝันและแบกรับความเสี่ยงสูงไมไหว การขอสินเชื่อจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน ดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อเริ่มต้นธุรกิจหรือรักษาให้ธุรกิจดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น ให้ JMoney เป็นคำตอบที่ใช่ในการขอสินเชื่อเพื่อดำเนินธุรกิจกันดีกว่า

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/assorted-business-desserts-display-159991/

JMoney สมัครง่าย  อนุมัติเร็ว ดอกเบี้ยน้อย

สมัครง่าย  

สินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคล JMoney สมัครง่าย เพียงแค่มีงานประจำ เงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท ก็สมัครได้แล้ว แถมให้วงเงินสูงสุดถึง 500,000 บาทด้วย

อนุมัติเร็ว

เพียงเพื่อนๆ มีคุณสมบัติครบตามกำหนดก็รับเงินผ่านการโอนไปเลย ภายใน 1 วันทำการหลังได้รับการอนุมัติ

ดอกเบี้ยน้อย

สินเชื่อ JMoney  ให้เพื่อนๆ กู้เงินได้อย่างสบายใจด้วยดอกเบี้ยต่ำ ไม่เกิน 28% ต่อปี คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก ยิ่งจ่ายคืนเร็ว ดอกเบี้ยยิ่งถูก

ที่สำคัญที่สุดไม่มีกำหนดระยะวลาในการผ่อนและไม่มีมีค่าธรรมเนียมแอบแฝงมาตอดเล็กตอดน้อย เรียกได้ว่ากู้จริง จ่ายจริงไม่มีหมกเม็ดแน่นอน

ผู้ที่จะสมัครขอสินเชื่อกับ JMoney  ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

  1. เป็นพนักงานประจำ ที่รับเงินเดือนผ่านการโอน หรือ เช็ค เข้าบัญชีเท่านั้น
  2. อายุ 20 – 55 ปี บริบูรณ์ (ณ วันที่สมัคร)
  3. มีรายได้ประจำตั้งแต่ 30,000 บาท ขึ้นไป
  4. อายุการทำงานขั้นต่ำ 6 เดือน
  5. มีเบอร์โทรศัพท์พื้นฐานที่ทำงานที่สามารถติดต่อได้
  6. มีสัญชาติไทย

เอกสารประกอบการการสมัครขอสินเชื่อกับ JMoney ดังนี้

  1. บัตรประชาชนตัวจริง พร้อมสำเนา
  2. เอกสารแสดงรายได้

– สลิปเงินเดือน/หนังสือรับรองเงินเดือน (ตัวจริงหรือสำเนา) พร้อม สำเนาบัญชีเงินฝาก/รายการเดินบัญชีย้อนหลัง 3 เดือน

– กรณีไม่มีสลิปเงินเดือน/หนังสือรับรองเงินเดือน ให้ใช้สำเนาบัญชีเงินฝาก/รายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน

  1. สำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคาร


เจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน JMoney มีทางออก

เจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน JMoney มีทางออก

ชีวิตของคนเรานั้นการเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้เสมอไป บางทีเดินๆ อยู่แล้วก็โดนสุนัขวิ่งมากัด หรือขับรถอยู่ดีๆ เจอแท่งปูนหล่นทับรถ  หรือตรวจสุขภาพพประจำปีแล้วแจ็ตพ็อตเจอมะเร็งระยะสุดท้าย อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับเราได้เสมอแม้ว่าจะไม่ประมาท

เมื่อเกิดอุบัติเหตุสิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ “รายจ่าย” ถ้าไม่หนักหนาสาหัสก็ยังคงพอถูไถไปได้ แต่หาก “รายจ่าย” ที่เกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุดันเป็นเงินก้อนโต จนกระทบต่อรายจ่ายประจำที่มีอยู่แล้ว คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดการ จะไปหยิบยืมใครก็ดูจะเป็นเรื่องยากไปหน่อย หรือจะไปกู้นอกระบบก็อาจเจอเจ้าหนี้โหด ดอกเบี้ยสูงลิ่ว โถ….ชีวิตมืดแปดด้านทำยังไงดี? สินเชื่อ JMoney มีทางออกให้แน่นอน

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/man-carrying-backpack-1332188/

JMoney สมัครง่าย  อนุมัติเร็ว ดอกเบี้ยน้อย

สมัครง่าย  

สินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคล JMoney สมัครง่าย เพียงแค่มีงานประจำ เงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท ก็สมัครได้แล้ว แถมให้วงเงินสูงสุดถึง 500,000 บาทด้วย

อนุมัติเร็ว

เพียงเพื่อนๆ มีคุณสมบัติครบตามกำหนดก็รับเงินผ่านการโอนไปเลย ภายใน 1 วันทำการหลังได้รับการอนุมัติ

ดอกเบี้ยน้อย

สินเชื่อ JMoney  ให้เพื่อนๆ กู้เงินได้อย่างสบายใจด้วยดอกเบี้ยต่ำ ไม่เกิน 28% ต่อปี คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก ยิ่งจ่ายคืนเร็ว ดอกเบี้ยยิ่งถูก

ที่สำคัญที่สุดไม่มีกำหนดระยะวลาในการผ่อนและไม่มีมีค่าธรรมเนียมแอบแฝงมาตอดเล็กตอดน้อย เรียกได้ว่ากู้จริง จ่ายจริงไม่มีหมกเม็ดแน่นอน

ผู้ที่จะสมัครขอสินเชื่อกับ JMoney  ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

  1. เป็นพนักงานประจำ ที่รับเงินเดือนผ่านการโอน หรือ เช็ค เข้าบัญชีเท่านั้น
  2. อายุ 20 – 55 ปี บริบูรณ์ (ณ วันที่สมัคร)
  3. มีรายได้ประจำตั้งแต่ 30,000 บาท ขึ้นไป
  4. อายุการทำงานขั้นต่ำ 6 เดือน
  5. มีเบอร์โทรศัพท์พื้นฐานที่ทำงานที่สามารถติดต่อได้
  6. มีสัญชาติไทย

เอกสารประกอบการการสมัครขอสินเชื่อกับ JMoney ดังนี้

  1. บัตรประชาชนตัวจริง พร้อมสำเนา
  2. เอกสารแสดงรายได้

– สลิปเงินเดือน/หนังสือรับรองเงินเดือน (ตัวจริงหรือสำเนา) พร้อม สำเนาบัญชีเงินฝาก/รายการเดินบัญชีย้อนหลัง 3 เดือน

– กรณีไม่มีสลิปเงินเดือน/หนังสือรับรองเงินเดือน ให้ใช้สำเนาบัญชีเงินฝาก/รายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน

  1. สำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคาร

สมัครขอสินเชื่อง่ายๆได้ที่ JMoney
หรือโหลด App JMoney ได้ที่นี้  Andriod


เครดิตบูโร เรื่องสำคัญที่ผู้ขอสินเชื่อห้ามลืม

เครดิตบูโร เรื่องสำคัญที่ผู้ขอสินเชื่อห้ามลืม

การยื่นขอสินเชื่อไม่ว่าจะจากสถาบันการเงินหรือธนาคารแห่งไหนๆก็ล้วนแต่มีข้อกำหนดกฎเกณฑ์พื้นฐานคล้ายๆ กันทั้งนั้น เรื่องนึงที่หากมีแล้วจะเป็นอุปสรรคยิ่งใหญ่ต่อการได้มาซึ่งสินเชื่อแน่ๆ นั่นก็คือ “การติดเครดิตบูโร” นั่นเอง

เครดิตบูโรคืออะไร??

เมื่อพูดถึง “การติดเครดิตบูโร” เพื่อนๆ หลายคนอาจคิดไปว่ามันคือการติดแบล็คลิส (Black List) ทางการเงิน แต่จริงๆ แล้ว “เครดิตบูโร” คือ บริษัทข้อมูลเครดิต (National Credit Bureau) ที่มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลทางการเงินประวัติการขอสินเชื่อ การได้รับอนุมัติสินเชื่อทุกประเภท และประวัติการชำระสินเชื่อย้อนหลังไม่เกิน 36 เดือน แล้วส่งให้สมาชิกซึ่งก็คือสถาบันการเงินต่างๆ

ดังนั้นเครดิตบูโรไมได้มีหน้าที่ขึ้นบัญชีดำทางการเงิน แต่ด้วยข้อมูลเครดิตบูโรนี้เองที่เป็นตัวชี้วัดว่าการขอสินเชื่อของเพื่อนๆ จะผ่านหรือไม่ เพราะหากมีการติดเครดิตบูโรอยู่ก็คือการมีหนี้ที่ยังไม่ได้ชำระก็อาจจะทำให้การยื่นขอสินเชื่อไม่ผ่านเอาง่ายๆ

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/black-calculator-near-ballpoint-pen-on-white-printed-paper-53621/

เครดิตบูโรเอาข้อมูลทางการเงินมาจากไหน??

แล้วเพื่อนๆ เคยสงสัยไหมว่าสถาบันการเงินต่างๆ เอาข้อมูลเครดิตบูโรหรือข้อมูลทางการเงินของเรามาจากไหน….คำตอบก็คือได้ข้อมูลจากธนาคารของรัฐ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทผู้ให้บริการบัตรเครดิต บริษัทประกันวินาศภัย ประกันชีวิต ไม่ว่าจะเป็น Bank หรือ Non-bank โดยข้อมูลที่เครดิตบูโรจัดเก็บมี 2 ส่วนคือ ข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงินต่างๆ

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/board-game-box-business-card-262028/

อยากขอสินเชื่อผ่านฉลุย ลองตรวจสอบเครดิตบูโรดูสิจ๊ะ

ร่ายยาวกันมาขนาดนี้ เพื่อนๆที่อยากยื่นขอสินเชื่อคงต้องพึงระวังเรื่องนี้กันให้มาก ไม่ว่าจะเคยทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ ไว้แล้วยังไม่ชำระสะสางมีสิทธิ์จะยื่นขอสินเชื่อทุกประเภทไม่ผ่านทั้งนั้นนะจ๊ะ แต่กระนั้นเพื่อนๆ คนไหนที่ไม่เค๊ย ไม่เคยมีประวัติทางการเงินสียหายก็จำเป็นจะต้องตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโรออย่างน้อยปีละ 1 ครั้งด้วยเหตุผลต่างๆ เหล่านี้

  1. ตรวจสอบข้อมูลส่วนตัว เช่น ขื่อ นามสกุล ว่าถูกต้องครบถ้วนหรือไม่
  2. มีหนี้ที่เราไม่ได้ก่องอกขึ้นมาเนื่องจากโดนแอบอ้างหรือไม่
  3. มีประวัติค้างชำระที่เราลืมไปแล้วหรือไม่
  4. หนี้ที่ชำระไปแล้วได้รับการปรับสถานะเป็น 11 คือชำระหนี้หมดแล้วหรือไม่
  5. เช็คให้ชัวร์ว่าเครดิตบูโรขาวสะอาดพร้อมยื่นขอสินเชื่อแล้ว

สำหรับช่องทางตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโรเพื่อความสบายใจในการทำธุรกรรมกู้ยืมเงินทุกประเภท มีให้เลือก 2 แบบ ดังนี้

  1. รอรับผลได้เลย : ยื่นด้วยตนเองที่ศูนย์บริการเครดิตบูโร เสียค่าบริการ 100 บาท ใช้เวลา 15 นาที รอรับได้เลย
  2. รอรับผลทางไปรษณีย์ : ยื่นด้วยตนเองที่สถาบันการเงินต่างๆ /  INTERNET BANKING / MOBILE BANKING / ตู้ ATM และที่ทำการไปรษณีย์  เสียค่าบริการ 150 บาท รอส่งผลทางไปรษณีย์ 7 วัน

หากติดเครดิตบูโรแล้วจะทำยังไง???

สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากขอสินเชื่อแต่ดันติดเครดิตบูโรมีหนี้สินจะแก้ไขยังไง แน่นอนว่าการชำระหนี้ให้หมดเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่ออนาคตธุรกรรมทางการเงินที่สดใส แต่หากมีหนี้ก้อนโตที่ต้องใช้เวลานานในการผ่อนชำระก็อาจจะเจรจากับเจ้าหน้าที่สถาบันทางการเงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ก็ได้

แต่ถ้าใครที่หัวหมออยากจะรอให้ข้อมูลหนี้สินลบไปเองเพราะข้อมูลเครดิตบูโรจะถูกบันทึกย้อนหลังแค่ 36เดือนหรือ 3 ปีเท่านั้น ต้องขอเตือนว่าอย่าเพราะถึงแม้ข้อมูลการค้างชำระของคุณจะถูกลบไปแล้ว แต่สถาบันการเงินเจ้าหนี้อาจจะเก็บข้อมูลของคุณไว้นานกว่า 3 ปี เพราะกลัวการโดนเบี้ยวหนี้นั่นเอง

เมื่อเพื่อนๆ ได้ทำความรู้จักกับเครดิตบูโรแล้วก็รู้แล้วใช่ไหมล่ะว่าเจ้าเครดิตบูโรเป็นตัวสะกัดดาวรุ่งการขอสินเชื่อตัวเป้งเลย ดังนั้นใครไม่อยากแห้วก็รักษาวินัยทางการเงินไว้ให้ดีๆนะจ๊ะ ส่วนใครที่พร้อมมาก!!! ประวัติทางการเงินคลีนเวอร์แต่อยากมีเงินก้อนไปใช้ยามจำเป็น สินเชื่อ JMoney  รออยู่แล้ว!!

สมัครขอสินเชื่อง่ายๆได้ที่ JMoney
หรือโหลด App JMoney ได้ที่นี้  Andriod


จำเป็นต้องใช้เงินด่วน ทำไงดี?

จำเป็นต้องใช้เงินด่วน ทำไงดี?

เพื่อนๆ เคยประสบปัญหาเหล่านี้มั้ยคะ?? พ่อแม่ป่วยกะทันหัน ลูกป่วย รถเสีย และอีกสารพัดอุบัติเหตุไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว อีกหลากหลายปัญหาที่จำเป็นต้องใช้เงินก้อน ใครมีเงินสำรองก็โชคดีไป แต่ถ้าไม่มีหรือมีไม่พอจะทำยังไง??

เดี๋ยวนี้สถาบันการเงินและธนาคารแทบทุกแห่งมีบริการสินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคลที่ให้เพื่อนๆ กู้เงินไปใช้ได้ในอัตราสูงกว่าเงินเดือนถึง 5 เท่า แถมสมัครง่าย อนุมัติเร็ว ให้เพื่อนๆ มีเงินไปสานฝัน หรือใช้จ่ายยามฉุกเฉินได้สบายๆ

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/silver-and-gold-coins-128867/

แล้วสินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคลเหมาะกับใคร??

ถ้าจะบอกกันตรงๆ ก็คือเหมาะกับทุกคนที่ต้องการใช้เงินด่วนค่ะ ไม่ว่าเพื่อนๆ อยากเอาเงินไปทำอะไร สินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคลตอบโจทย์ได้ทั้งนั้น เพราะความต้องการของคนเราต่างกันค่ะ บางคนขอแค่มีบ้านที่หลังคาไม่รั่วก็พอใจแล้ว บางคนอยากมีรถสวยๆ เท่ห์ๆ ไว้อวดสาว บางคนอยากมีบ้านหรูๆ เฟอร์นิเจอร์แจ่มๆ บางคนแค่อยากให้พ่อแม่พี่น้องได้รับการรักษาอย่างดีที่สุดยามเจ็บป่วย

สินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคล ก็ถือเป็นตัวช่วยเรื่องการเงินที่หลายคนคิดถึงกันค่ะ สมัยนี้สถาบันการเงินและธนาคารแทบทุกแห่งก็มีสินเชื่อประเภทต่างๆ ออกมาให้เพื่อนๆ ได้เลือกมากมาย ลองให้ JMoney  เป็นตัวเลือกอันดับ 1 ของเพื่อนๆ ดูสิคะ

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/woman-using-space-gray-iphone-x-1043506/

JMoney สมัครง่าย  อนุมัติเร็ว ดอกเบี้ยน้อย

สมัครง่าย  

สินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคล JMoney สมัครง่าย เพียงแค่มีงานประจำ เงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท ก็สมัครได้แล้ว แถมให้วงเงินสูงสุดถึง 500,000 บาทด้วย

อนุมัติเร็ว

เพียงเพื่อนๆ มีคุณสมบัติครบตามกำหนดก็รับเงินผ่านการโอนไปเลย ภายใน 1 วันทำการหลังได้รับการอนุมัติ

ดอกเบี้ยน้อย

สินเชื่อ JMoney  ให้เพื่อนๆ กู้เงินได้อย่างสบายใจด้วยดอกเบี้ยต่ำ ไม่เกิน 28% ต่อปี คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก ยิ่งจ่ายคืนเร็ว ดอกเบี้ยยิ่งถูก

ที่สำคัญที่สุดไม่มีกำหนดระยะวลาในการผ่อนและไม่มีมีค่าธรรมเนียมแอบแฝงมาตอดเล็กตอดน้อย เรียกได้ว่ากู้จริง จ่ายจริงไม่มีหมกเม็ดแน่นอน

ผู้ที่จะสมัครขอสินเชื่อกับ JMoney  ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

  1. เป็นพนักงานประจำ ที่รับเงินเดือนผ่านการโอน หรือ เช็ค เข้าบัญชีเท่านั้น
  2. อายุ 20 – 55 ปี บริบูรณ์ (ณ วันที่สมัคร)
  3. มีรายได้ประจำตั้งแต่ 30,000 บาท ขึ้นไป
  4. อายุการทำงานขั้นต่ำ 6 เดือน
  5. มีเบอร์โทรศัพท์พื้นฐานที่ทำงานที่สามารถติดต่อได้
  6. มีสัญชาติไทย

เอกสารประกอบการการสมัครขอสินเชื่อกับ JMoney ดังนี้

  1. บัตรประชาชนตัวจริง พร้อมสำเนา
  2. เอกสารแสดงรายได้

– สลิปเงินเดือน/หนังสือรับรองเงินเดือน (ตัวจริงหรือสำเนา) พร้อม สำเนาบัญชีเงินฝาก/รายการเดินบัญชีย้อนหลัง 3 เดือน

– กรณีไม่มีสลิปเงินเดือน/หนังสือรับรองเงินเดือน ให้ใช้สำเนาบัญชีเงินฝาก/รายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน

  1. สำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคาร


ขอสินเชื่อยังไงให้ได้รับการอนุมัติ

ขอสินเชื่อได้ง่ายๆ ไม่มีรุงรัง ต้องสินเชื่อ JMoney

หากเอ่ยถึง “สินเชื่อ” หนุ่มสาววัยทำงานคงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะถือเป็นการสร้างสภาพคล่อง (หนี้) ทางการเงินที่เป็นเรื่องง่ายเหมือนยื่นมือของเงินแม่มาใช้เลยล่ะ สินเชื่อ คือ เงินที่สถาบันการเงินหรือธนาคารปล่อยกู้หรือให้เรายืมมาใช้ง่ายๆ
แค่มีรายได้ประจำเท่านั้นเอง โดยจำนวนเงินที่ได้จากการขอสินเชื่อนั้นสูงถึง 5 เท่า
ของเงินเดือนเลยทีเดียว ทั้งยังไม่จำเป็นต้องหาผู้ค้ำประกันให้ยุ่งยากด้วย

ใครที่อยากจะขอสินเชื่อต้องไม่พลาดเคล็ดลับการขอสินเชื่อให้ผ่านฉลุยที่เราจะมาแนะนำกันในวันนี้ อาจจะยาวซักหน่อย แต่รับรองว่าผ่านแน่นอน

 ขอบคุณรูปภาพ : https://www.freepik.com/free-photo/realtor-and-client-shaking-hands_1539843.htm

  1. บัญชีเคลื่อนไหวตลอด

ข้อแรกเลยเมื่อเราอยากยืมเงินใครสักคนการพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเรามีความสามารถในการจ่ายคืนแน่ๆ เป็นประเด็นสำคัญมาก ดังนั้นหากบัญชีเงินเดือนหรือบัญชีรายรับของเรามีเงินเข้าเป็นประจำ แน่นอนว่าเป็นด่านแรกที่ทำให้ธนาคารเห็นว่าเรามีความสามารถพอที่จะชำระหนี้ได้ตรงเวลา

ใครที่เงินเดือนเข้าผ่านบัญชีธนาคารอยู่แล้วก็สบายใจได้เลย ส่วนใครที่รับเงินเดือนเป็นเงินสดหรือประกอบอาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ นั้นแนะนำว่าให้นำเงินก้อนนี้เข้าบัญชีซะก่อน เพื่อให้ธนาคารเห็นถึงความสม่ำเสมอของรายได้คือเรื่องสำคัญที่สุด

  1. เป็นหนี้แต่ชำระตรงเวลา

นอกจากการมีรายได้ที่สม่ำเสมอแล้วการมีหนี้แต่เป็นลูกหนี้ที่ดีก็เป็นปัจจัยที่ธนาคารใช้พิจารณาการขอสินเชื่อเช่นกัน หนี้ในที่นี้ต้องเป็นหนี้ที่ธนาคารตรวจสอบได้ เช่น หนี้บัตรเครดิต ผ่อนชำระสินค้า สินเชื่อประเภทต่างๆ แต่ทั้งนี้ก็ต้องชำระหนี้ให้ตรงเวลาด้วย การมีหนี้และชำระหนี้ให้ตรงเวลา จะทำให้ธนาคารเห็นว่าเรามีความน่าเชื่อถือพอที่จะให้สินเชื่อกับเราได้ง่ายขึ้น

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.freepik.com/free-photo/crop-agent-with-client-applying-for-loan_1796619.htm

  1. ไม่เป็นหนี้ก้อนใหญ่

ถึงจะบอกว่าเราควรมีหนี้ที่ตรวจสอบได้เพื่อให้ธนาคารสบายใจ แต่การใช้บัตรเครดิตเต็มวงเงินตลอดๆ เต็มทุกใบ จนต้องขอปรับเพดานวงเงิน หรือเรามีหนี้ก้อนใหญ่ เช่น หนี้บ้าน หนี้รถ กลับเป็นดาบสองคมที่ทำให้ธนาคารอาจไม่รับพิจารณาการขอสินเชื่อของเรา ดังนั้นหากจะยื่นขอสินเชื่อควรเคลียร์หนี้เก่าและมั่นใจว่าไม่มีหนี้ก้อนโตอยู่

4.ไม่เปลี่ยนงานบ่อย

เนื่องจากธนาคารส่วนใหญ่จะพิจารณาออกสินเชื่อให้แก่บุคคลที่ทำงานในบริษัทเดิมตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ดังนั้นหากเพิ่งเปลี่ยนงานหรือเปลี่ยนงานบ่อยก็อาจทำให้ไม่ผ่าน
การพิจารณาได้

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.freepik.com/free-photo/crop-man-asking-to-sign-mortgage-paper_1845938.htm#term=finance%20credit&page=3&position=17