Month: December 2018

5 ค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองที่แอบดูดเงินคุณไปไม่รู้ตัว

5 ค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองที่แอบดูดเงินคุณไปไม่รู้ตัว

ค่าเดินทาง

         พนักงานออฟฟิศทั้งหลายที่ทำงานอยู่ใจกลางเมือง คงนึกว่าวิธีเดินทางด้วย BTS MRT นี่แหละ ดีและประหยัดที่สุดแล้ว แต่เดี๋ยวก่อนหลายคนคงลืมนึกไปว่า ยังมีค่าพี่วิน ค่าพี่แกร็บอีกนะ ตอนเช้าจะสายแล้วเข้างานไม่ทันแน่ๆ ตึกก็อยู่ลึกเดินอีกไกล หรือ เย็นเลิกงานดูท่าแล้วฝนตกแน่ๆ ก็ต้องเรียกใช้บริการ เที่ยวละ 20 บาท วันนึงขึ้นเช้า-เย็น 40 บาท อาทิตย์นึงก็ 200 บาท เดือนนึงทำงาน 20 วัน รวมแล้วแค่ค่ามอเตอไซต์ก็อยู่ที่เดือนละ 800 บาท

ค่าเครื่องดื่ม

         สาวกคอกาแฟ คอน้ำหวาน ชาไข่มุกทั้งหลาย ที่ทุกเช้าต้องกินกาแฟซักแก้วตาได้สว่าง มีแรงทำงาน กาแฟสดทั่วไปก็แก้วละ 40-50 บาท แต่ถ้าต้องเป็นกาแฟแบรนด์พรีเมียมอย่างต่ำก็แก้วละ 150 บาท หรือบางคนหลังอาหารกลางวันแล้วต้องมีน้ำหวาน ชาไข่มุกซักแก้ว ราคาก็เริ่มต้นที่แก้วละ 45 บาท ลองคำนวณกันดูว่าเดือนๆ นึง จะเสียค่าเครื่องดื่มกันคนละกี่บาท

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/white-oval-medication-pill-beside-blister-pack-47327/

ค่าโทรศัพท์
          ในยุคที่ทุกคนใช้สมาร์ทโฟน แม้ว่าจะมีค่าโทรไม่มาก เพราะทุกคนนิยมใช้ไลน์ เฟซบุ๊กโทรหากันมากกว่าแล้ว แต่ค่าโทรศัพท์ก็ยังต้องจ่ายมากอยู่ดี เพราะแพ็กเกจอินเตอร์เน็ตอันแสนจำเป็นที่ยิ่งเร็วยิ่งแพง หรือ ค่าแพ็กเกจรายเดือนที่เราต้องจ่ายเพิ่มเมื่อทำสัญญาซื้อเครื่องกับค่ายโทรศัพท์ เดือนๆ นึง ค่าโทรศัพท์ก็อยู่ที่หลักพันเข้าไปแล้ว

ค่าเครื่องแต่งตัว

          ข้อนี้สำหรับสาวๆ โดยเฉพาะ ไหนจะลิปสติกสีใหม่ บลัชออนสีสวย ที่เขียวคิ้ว
สุดปัง น้ำหอมกลิ่นใหม่
ที่คุณสาวๆ ซื้อกันอยู่เรื่อยๆ ทั้งที่ของเก่ายังไม่หมดหรือแอกเซสซอรีเครื่องประดับที่แสนล่อตาล่อใจ แม้จะราคาไม่สูงมาก แต่ซื้อบ่อยๆก็เสียเงินใช่น้อยเช่นกัน     

ค่าใช้จ่ายเพื่อความบันเทิง

          หนังเรื่องใหม่เข้าแล้ว คอหนังอย่างเราจะพลาดได้ไง ต้องไปดู!!! แต่ไม่ใช่แค่ค่าตั๋วหนังที่ต้องจ่ายเท่านั้นนะ ยังมีค่าป๊อบคอร์นที่ต้องเคี้ยวเพลินๆ ระหว่างดูอีก เซ็ตนึงไม่ต่ำกว่า 200 บาท ถ้าใครเป็นสาวกหนังเรื่องไหน มีแก้วน้ำ ถังป๊อบคอร์นที่เป็นเซ็ตพรีเมียมก็ต้องควักเพิ่มกันอีก หรือ ใครที่เป็นคอซีรีย์ดูกัน 24  ชั่วโมง ก็ต้องมีจ่ายค่าแอพดูหนังรายเดือนอีกแน่นอน


ข้อคิดสำหรับการขอสินเชื่อเงินสด

ข้อคิดสำหรับการขอสินเชื่อเงินสด

  1. ถามตัวเองก่อนว่า สิ่งที่คุณจะนำเงินจากการขอสินเชื่อไปซื้อจำเป็นแค่ไหน ต้องซื้อในช่วงเวลานี้เลยหรือไม่ เพราะการขอสินเชื่อต้องคำนึงถึงความสามารถในการจ่ายคืนของตัวเราด้วย
  2. อย่าลืมว่า เงินที่เราได้มาไม่ใช่เงินได้เปล่า แต่คือเงินของอนาคตที่เรานำมาใช้ก่อน สิ่งที่เราต้องแลกคือ “ดอกเบี้ย” ที่เราต้องจ่ายเพิ่ม
  3. สินเชื่อเงินสด คือ สินเชื่อที่ไม่ได้ทำให้เรามีรายได้เพิ่ม(ไม่เหมือนสินเชื่อที่กู้ไปลงทุนหรือทำการค้า) และดอกเบี้ยจะสูงกว่าสินเชื่อประเภทอื่น เนื่องจากไม่มีหลักประกัน ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ควรขอสินเชื่อส่วนบุคคลแบบที่ต้องใช้หลักประกันก็จะช่วยลดภาระหนี้ได้มาก เนื่องจากสินเชื่อที่มีหลักประกันจะคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์มาค้ำประกัน
  4. ศึกษาเปรียบเทียบข้อมูล ข้อกำหนด เงื่อนไข อัตราดอกเบี้ย ของธนาคาร สถาบันการเงินหลายๆ ที่ก่อนตัดสินใจ สังเกตด้วยว่าอัตราดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มีหน่วยเป็นอะไร เช่น กี่เปอร์เซ็นต์ ต่อเดือนหรือต่อปี กี่บาทต่อครั้งหรือต่องวด เพื่อให้ได้สินเชื่อที่เหมาะกับตัวเรามากที่สุด

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/two-person-wearing-gray-and-blue-suits-1020313/

5. เลือกใช้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลจากสถาบันการเงินหรือบริษัทที่ได้รับอนุญาต เนื่องจาก ได้รับเงินกู้เต็มจำนวน ดอกเบี้ยถูกกว่าเงินกู้นอกระบบ เมื่อเกิดปัญหาก็ตรวจสอบได้ง่าย มีกฎหมายคอยควบคุมดูแล ลดความเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายแบบเงินกู้นอกระบบ

6. ขอวงเงินเท่าที่จำเป็น และควรตอบปฏิเสธหากเจ้าหน้าที่สินเชื่อเสนอสินเชื่อที่เราไม่จำเป็นต้องใช้หรือให้วงเงินมากเกินไป  เพราะคนที่ต้องใช้หนี้คือตัวเรา

7. พยายามชำระหนี้ให้หมดเร็วที่สุดเพื่อลดดอกเบี้ย ซึ่งสามารถทำได้ทั้งการเพิ่มจำนวนเงินที่จ่ายคืนในแต่ละงวดหรือหาเงินก้อนใหญ่มาโปะ แต่ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนว่าต้องมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าปรับจากการชำระเงินที่ไม่เป็นไปตามสัญญาหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องลองเปรียบเทียบว่าคุ้มหรือไม่ที่จะจ่ายปิดวงเงินในทีเดียว

8. ตรวจสอบยอดหนี้ทั้งหมดของตนเองอยู่เสมอ ถ้าสังเกตว่าเริ่มจะมีหนี้มากเกินไป ก็อาจต้องปรับรูปแบบการใช้ชีวิตของตนเอง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเงินไม่พอใช้

9. ถ้าเริ่มรู้สึกว่าชำระหนี้ไม่ไหว ให้รีบติดต่อสถาบันการเงินหรือบริษัทเจ้าหนี้โดยเร็วเพื่อหาทางแก้ไขปัญหา เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ หรือติดต่อสถาบันการเงินอื่นที่มีโครงการให้รีไฟแนนซ์สินเชื่อส่วนบุคคล เพราะปล่อยไว้ยิ่งนาน หนี้จะยิ่งพอกพูนไปเรื่อยๆ


ธนาคารกับสถาบันการเงินต่างกันอย่างไร ใครรู้บ้าง ???

ธนาคารกับสถาบันการเงินต่างกันอย่างไร  ใครรู้บ้าง ???

เวลาเราพูดถึงธนาคาร สถาบันการเงิน เรามักจะพูดรวมกันจนเข้าใจว่า  ธนาคาร / สถาบันการเงิน มีความหมายเหมือนกัน คือ สถานที่สำหรับไว้ทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ  แต่ในความเป็นจริงแล้ว ธนาคารกับสถาบันการเงินนั้นแตกต่างกัน

สถาบันการเงิน คือ คำเรียกที่รวมธนาคารและสถาบันอื่นที่ไม่ใช่ธนาคารไว้ด้วย ธนาคาร บริษัทหรือองค์กรใดที่ทำธุรกิจในเรื่องของการรับ-ฝากเงินจากประชาชน โดยมีดอกเบี้ย รวมถึงมีการปล่อยเงินกู้ให้กับประชาชนและภาคธุรกิจ ก็จะเรียกรวมว่าสถาบันการเงินทั้งสิ้น… งั้นเรามาดูกันว่าในประเทศไทยมีการจัดแบ่งประเภทของสถาบันการเงินอย่างไร

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/person-writing-bank-loan-on-paper-1548994/

ตามหลักกฎหมายของไทย สถาบันการเงิน แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ

  1.    ธนาคารพาณิชย์ เป็นสถาบันการเงินที่เก่าแก่และมีความสำคัญมากที่สุด คนทั่วไปนิยมเปิดบัญชี ฝากเงิน และ ขอกู้เงินกันมากที่สุดในระบบการเงินไทยเมื่อเทียบกับสถาบันการเงินประเภทอื่น โดยธนาคารพาณิชย์จะให้บริการทั้งประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบทั้งรายย่อย ขนาดกลางและขนาดใหญ่ ตัวอย่างธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ
  2.    สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หมายถึง บริษัทได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการประเภทอื่น ๆ ที่กำหนดไว้ในกฎหมาย เช่น โรงรับจำนำ บริษัทประกันภัยและบริษัทประกันชีวิต สหกรณ์ออมทรัพย์ ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ เพื่อรับฝากเงินหรือรับเงินจากประชาชนที่จะจ่ายคืนเมื่อหมดระยะเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ และใช้ประโยชน์จากเงินนั้นเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การให้กู้ยืมเงินโดยวิธีรับจำนองอสังหาริมทรัพย์ การรับซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยวิธีขายฝาก และมีจุดที่ไม่เหมือนกับธนาคารพาณิชย์ คือ จะไม่เกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศ
  3. สถาบันการเงินเฉพาะกิจ  เป็นสถาบันการเงินที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมายเฉพาะของรัฐ เพื่อดำเนินงานตามนโยบายของรัฐในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งสถาบันการเงินเฉพาะกิจเหล่านี้ก็ดำเนินธุรกิจเหมือนกับธนาคารพาณิชย์ คือ มีการรับฝากเงินและให้ดอกเบี้ย พร้อมทั้งให้เงินกู้ โดยดอกเบี้ยที่คิดก็จะเป็นอัตราพิเศษที่น้อยกว่าธนาคารพาณิชย์ แต่เงื่อนไขต่าง ๆ ก็อาจมีมากกว่า เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย


ไม่มีเงินเดือน….แต่ก็ขอสินเชื่อได้นะ

ไม่มีเงินเดือน….แต่ก็ขอสินเชื่อได้นะ

ทำไมสวรรค์ไม่เข้าข้าง ไม่ช่วยเราเลยนะ !!!! อาชีพฟรีแลนซ์ รับจ้างทั่วไป มีเงินเงินเข้าประจำแบบคนอื่นเค้าซะที่ไหน แล้วทีนี้จะทำยังไง ใครเค้าจะยอมปล่อยสินเชื่อเงินกู้ให้พวกเรากันล่ะ ….. อ๊ะๆ อย่าเพิ่งเสียใจไป สวรรค์มาช่วยคุณแล้ว ถ้าคุณไม่มีเงินเดือนประจำ แต่มี statement (รายการเคลื่อนไหวของบัญชีธนาคารย้อนหลัง) ทำไมจะขอกู้ไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่ธนาคารแหล่งสินเสื่อ จะสนใจการเคลื่อนไหวของเงินในบัญชีธนาคารเป็นอันดับต้นๆ เลยล่ะ

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/ballpoint-pen-on-top-of-white-printer-paper-beside-100-u-s-dollar-bill-870902/

งั้นเรามากันว่าบัญชีธนาคารแบบไหนทีจะผ่านเกณฑ์เบื้องต้นของธนาคาร

  • ฝากเงินเป็นประจำ จบงานได้เงินมาเมื่อไหร่ ก็ฝากเข้าไปบ่อยๆ สม่ำเสมอ มากน้อยไม่ว่ากัน ไม่ใช่ฝากครั้งเดียวแล้วหาย ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 6 เดือน เพียงเท่านี้ก็โอเคแล้ว เพราะจะทำให้บัญชีมีความเคลื่อนไหว ดูมีเงินเข้าอยู่เรื่อยๆ
  • ฝากได้ถอนได้ จะทำให้มีการเดินบัญชีอย่างต่อเนื่อง แต่ถอนออกมาใช้แล้ว ก็อย่าลืมฝากกลับเข้าไปด้วยล่ะ
  • เปิดบัญชีแบบฝากเงินก้อนทิ้งไว้ หลายคนอาจคิดว่า ฉันมีเงินก้อน มีเงินเย็นเก็บสำรองไว้ ธนาคารต้องปล่อยกู้เราแน่ๆ เค้าต้องคิดว่าเราสามารถผ่อนคืนได้สบายๆ แต่ความคิดนี้เป็นความคิดที่ผิดพลาดอย่างรุนแรง เพราะการนำบัญชีธนาคารที่ไม่มีการเคลื่อนไหวไปขอสินเชื่อ แบบนี้ไม่ผ่านแน่นอน เพราะหลักของธนาคารคือ จะปล่อยกู้ให้กับคนที่มีการเคลื่อนไหวของบัญชีเป็นประจำเท่านั้น
  • หลักทรัพย์ค้ำประกัน อย่าง บ้าน รถ ที่ดิน อันนี้จะเป็นตัวที่ช่วยให้คุณผ่านการอนุมัติขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้นอีกมาก


รู้ไหม...สินเชื่อเงินสดดีกว่าบัตรกดเงินสดอย่างไร

รู้ไหม…สินเชื่อเงินสดดีกว่าบัตรกดเงินสดอย่างไร

ยามฉุกเฉินเมื่อคุณจำเป็นต้องรีบใช้เงินแบบด่วนๆๆๆ ทางเลือกที่ง่ายและเร็วที่สุดสำหรับคนที่มีบัตรเครดิตคงหนีไม่พ้นวิธีกดเงินสดจากบัตรมาใช้ เพราะแค่ไม่กี่นาทีเงินสดก็มาอยู่ในมือคุณแล้วถ้าเทียบกับวิธีอื่น เช่น การขอสินเชื่อ แม้จะได้เงินสดเป็นก้อนแต่ก็ต้องเสียรอนาน ทั้งเตรียมยื่นเอกสาร กว่าจะรออนุมัติอีก ได้เงินมาไม่ทันใช้กันพอดี

….. ลองมาเปลี่ยนความคิดกันใหม่ดีกว่า เพราะปัจจุบันนี้ธนารคารต่างๆ มีช่องทางการยื่นขอสินเชื่อผ่านระบบออนไลน์ แทบจะทุกธนาคารแล้ว เพียงแค่คุณมีแอพ ถ่ายรูปส่งเอกสาร และรอพนักงานติดต่อกลับภายใน 24 ชั่วโมง และรอการอนุมัติใช้เวลาแป๊บเดียว ผิดกลับเมื่อก่อนที่ต้องรอผลการอนุมัติอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์

….. งั้นมาดูกันซิว่า สินเชื่อเงินสด ต่างจาก บัตรกดเงินสด ตรงไหนบ้าง

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/person-holding-card-and-terminal-1308747/

  • ได้วงเงินที่สูงกว่า เพราะว่าสินเชื่อเงินสดจะเป็นสินเชื่อเงินก้อนที่ผู้กู้จะทยอยผ่อนชำระเป็นงวด งวดละเท่าๆ กัน ทำให้ยอดวงเงินกู้จะค่อยๆ ลดลง และนั่นหมายถึงความเสี่ยงของสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้จะลดลงด้วย ทำให้โอกาสที่คุณจะได้รับวงเงินสินเชื่อ 5 เท่าของเงินเดือนเป็นไปได้มากกว่า บัตรกดเงินสดที่มักให้วงเงินในบัตรเพียง 3-4 เท่าของเงินเดือน
  • อนุมัติเร็ว พร้อมโอนเงินเข้าบัญชี  ถ้าสินเชื่อที่คุณยื่นอนุมัติแล้ว เพียงแค่ไม่กี่วันเงินก้อนจะถูกโอนเข้าบัญชีของคุณทันที ต่างจากบัตรกดเงินสดที่จะต้องรอนาคารส่งตัวบัตรมาให้ทางไปรษณีย์ ได้มาแล้วก็ต้องเปิดบัตร รอพาสเวิร์ดก่อนจะนำไปกดเงินที่ตู้ได้
  • ไม่มีค่าธรรมเนียมกดเงินสด ปกติแล้วเวลากดเงินสดจากบัตรจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการกดเงินจากตู้ ATM ที่อัตรา 3% ของวงเงินที่กดออกมา หรือถ้าถือบัตรเครดิตไปเบิกเงินก้อนจากธนาคารโดยตรง ก็ยังต้องมีการชำระค่าธรรมเนียมการเบิกเงินสดล่วงหน้าอยู่ดี ต่างจากสินเชื่อที่เมื่อเทียบกันแล้วยังมีโอกาสเสียค่าธรรมเนียมการกดที่น้อยกว่า เพราะเงินถูกโอนเข้าบัญชีของคุณเอง ถือสมุดไปถอนที่ธนาคารก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม หรือ กดจากตู้ ATM ถ้าไม่ต่างธนาคารหรือต่างจังหวัดก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเช่นกัน
  • สินเชื่อเงินสดสร้างวินัยการเงินได้ดีกว่า เพราะสินเชื่อเงินสด เมื่อได้เงินก้อนมาแล้วจะต้องผ่อนคืนสถาบันการเงิน/ธนาคารที่ปล่อยกู้ทุกเดือน เดือนละเท่าๆ กัน ตามอัตราที่ได้ตกลงกันไว้  นั่นแสดงว่า เมื่อคุณผ่อนคืนตรงเวลาภายในจำนวนเดือนที่กำหนด เช่น 24 เดือน 60 เดือน หนี้ของคุณก็จะหมดไปทันที ต่างจากบัตรกดเงินสด ถ้าคุณไม่มีระเบียบวินัย ครบกำหนดเรียกเก็บคุณไม่จ่ายคืนเต็มจำนวน เลือกจ่ายขั้นต่ำ แล้วเดือนถัดไปก็ต้องกดเงินสดออกมาใช้ใหม่ จำนวนหนี้กับดอกเบี้ยก็จะเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ
  • ลดภาระการผ่อนต่อเดือน เพราะสินชื่อเงินสดคุณจะเป็นผู้เลือกระยะเวลาการผ่อนชำระเงินคืนเอง ซึ่งปัจจุบันเลือกผ่อนได้นานถึง 60 เดือน สมมติว่า ขอกู้ 100,000 บาท ระยะเวลาผ่อนคืน 60 เดือน จำนวนยอดผ่อนต่อเดือนจะอยู่ที่ 3,120 บาท (คิดจากดอกเบี้ยสูงสุด 28% ต่อปี) เทียบกับกดเงินสดจากบัตร 100,000 บาท เกณฑ์ผ่อนขั้นต่ำจะอยู่ที่ 10% จำนวนยอดผ่อนต่อเดือนจะอยู่ที่ 10,167 บาท (คิดจากดอกเบี้ย 20% ต่อปี) ข้อนี้อาจเป็นข้อดีสำหรับคนที่มีปัญหาทางการเงิน แต่ละเดือนไม่สามารถผ่อนคืนในยอดเงินจำนวนมากไหว

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/bank-bank-notes-batch-bills-302842/