6 วิธีบ๊ายบายหนี้บัตรเครดิต

6 วิธีบ๊ายบายหนี้บัตรเครดิต

รูดปรื้ด รูดปรี๊ด …  จ่ายอะไรก็ง่ายนิดเดียวแค่มีบัตรเครดิต เงินสดก็ไม่ต้องพกให้ยุ่งยาก แลกแต้ม แลกส่วนลด ผ่อน 0%  สิทธิพิเศษอะไรก็มีเต็มไปหมด สบายนักช้อปแบบเราๆ สิคะทีนี้ ยิ่งมีหลายใบยิ่งรูดสนุก มาเห็นผลกันตอนยอดเรียกเก็บที่ลิสต์ยาวเป็นหางว่าว เมื่อเงินไม่พอจ่ายยอดเต็มก็จ่ายขั้นต่ำ เดือนไหนช็อตก็กดเงินสดจากบัตรมาใช้ก่อนอีก ทบไปหลายๆ เดือน ยอดเงินต้นก็แทบไม่ลดดอกเบี้ยก็เพิ่มอีก ยาวล่ะนี้ เป็นหนี้กันยาววววว

อย่าเพิ่งเครียดกันค่ะ ทุกปัญหาย่อมมีทางออก เมื่อคุณรู้แล้วว่าเป็นหนี้บัตรเครดิตเยอะแยะไปหมด คุณต้องหยุดพฤติกรรม รูดปรื้ด รูดปรี๊ด แล้วมาตั้งใจเคลียร์หนี้บัตรเครดิต แบบจริงๆ จังๆ ตาม 6 วิธีนี้กันเลยค่ะ

  1.    หยุดจ่ายขั้นต่ำ

การจ่ายขั้นต่ำนี่แหละ คือต้นตอของปัญหา เพราะถ้าคุณรูดบัตรแล้วสามารถจ่ายคืนเต็มจำนวนตามที่บิลเรียกเก็บได้ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าคุณเลือกจ่ายขั้นต่ำ บัตรเครดิตจะเริ่ม “คิดดอกเบี้ยรายวัน” ทันที เจ้าตัวดอกเบี้ยที่เดินรายวันนี่แหละ คือ เงินที่คุณต้องเสียเพิ่มเกินจากจำนวนเงินที่ใช้จริงมากทีเดียว เพราะฉะนั้นควรเลิกจ่ายขั้นต่ำ อย่างเด็ดขาด !!!

  1.    ทยอยชำระหนี้

ขั้นต่อมา คือ พยายามชำระยอดเงินส่วนที่เหลือให้หมดโดยเร็วที่สุด โดยการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อันไหนประหยัดได้ให้ประหยัด แล้วนำเงินส่วนนี้มาทยอยชำระยอดส่วนที่เหลือ

ขอบคุณรูปภาพ : https://stocksnap.io/photo/RZWM4T2UAD

  1.    ซื้อด้วยเงินสด

เปลี่ยนวิธีการใช้จ่าย ซื้อสินค้าบริการ เป็นการจ่ายด้วยเงินสดแทนการจ่ายด้วยบัตรเครดิต เพราะการจ่ายด้วยเงินสดจะทำให้คุณรู้สึกตัวได้ว่าเงินในกระเป๋าลดลงไป ทำให้ไม่กล้าใช้จ่ายอะไรที่ฟุ่มเฟือยมากกว่าจำนวนเงินที่มี วิธีนี้จะช่วยให้คุณไม่เพลิดเพลินกับการรูดบัตร  แล้วรายจ่ายบัตรเครดิตของคุณจะลดลงอย่างแน่นอน

  1. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย

เมื่อคุณทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย คุณจะเห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวคุณเองอย่างชัดเจน ว่าภายใน 1 เดือน คุณเสียเงินไปกับเรื่องอะไรบ้าง แยกรายจ่ายออกให้ชัดเจน ว่าอยู่ในหมวดไหน เช่น ค่าผ่อนบ้าน/ผ่อนรถ ค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ค่าแฮงค์เอาท์/ปาร์ตี้ประจำเดือน เมื่อเห็นตัวเลขรายจ่ายชัดเจนแล้ว คุณจะรู้ได้ทันทีว่ารายจ่ายไหนที่ไม่จำเป็น ก็ตัดออกเพื่อจะได้มีเงินเหลือเก็บเพิ่มได้บ้าง

  1.    วางแผนการเงิน

หลังจากที่คุณทำตาม 4 ข้อที่กล่าวมาแล้ว ขั้นต่อไปคือ คุณจะต้องวางแผนการใช้เงินซะใหม่ การวางแผนก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย แค่แบ่งรายรับออกเป็น 2 ส่วน คือ เงินใช้จ่าย และ เงินออม เงินใช้จ่ายก็ควบคุมไม่ให้ใช้เกินวงเงิน เงินออมก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณว่าจะเลือกออมแบบไหน อาจเป็นฝากประจำหรือเลือกลงทุนแบบต่อยอดแบบกองทุนรวม/หุ้น แต่ก็ควรมีอีกส่วนที่ฝากธนาคารไว้ใช้ยามฉุกเฉินด้วยนะ

  1.    รักษาวินัยการเงินอย่างเคร่งครัด

เมื่อคุณทำตามทุกข้อที่กล่าวมาแล้ว มั่นใจได้เลยว่าหนี้จะหมดไปในเร็ววัน และคุณจะเป็นคนที่ใช้เงินอย่างรู้คุณค่ามากขึ้น แถมดีไม่ดีมีเงินเก็บอีกเป็นก้อน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อไม่มีหนี้แล้วคุณก็จะต้องรักษาวินัยทางการเงินต่อไปอย่างเคร่งครัดห้ามหละหลวมใช้เงินเกินตัวเหมือนแบบเก่าอีกเด็ดขาด … ไม่อย่างนั้น คุณก็จะกลับมาเข้าวัฏจักรลูกหนี้อีกเหมือนเดิม


ขอสินเชื่อผ่านแอพ ช่องทางใหม่สำหรับคนยุค 4.0

ขอสินเชื่อผ่านแอพ ช่องทางใหม่สำหรับคนยุค 4.0

Cashless Society หรือ สังคมไร้เงินสด ทุกคนคงเริ่มคุ้นชินกับคำนี้กันแล้ว เพราะทุกวันนี้การจ่ายบิล โอนเงิน ซื้อสินค้าผ่านแอพลิเคชั่นกลายเป็นเรื่องปกติกันไปแล้ว การทำธุรกรรมทางการเงินจึงไม่จำเป็นต้องถือเงินสดเดินเข้าธนาคารอีกต่อไป และด้วยความล้ำหน้าของเทคโนโลยีเหล่านี้ จึงเกิด “การขอสินเชื่อ” ผ่าน Application ในโทรศัพท์มือถือ หรือ ผ่านระบบออนไลน์ ที่สะดวกและรวดเร็ว เพียงแค่กรอกข้อมูลแล้วรอผลการอนุมัติ ทิ้งการขอสินเชื่อแบบเดิมๆ ที่ต้องใช้เวลาเตรียมเอกสารมากมายแล้วไปยื่นขอกู้ที่สาขาธนาคาร จากนั้นก็นั่งรอการอนุมัติไปอีกเป็นอาทิตย์

ระบบ Application ขอสินเชื่อทำงานยังไง ?

การขอสินเชื่อผ่านแอพลิเคชั่นใช้ระบบ AI (Artificial Intelligence) หรือเรียกว่าระบบปัญญาประดิษฐ์ เข้ามาช่วยวิเคราะห์เพื่อให้สินเชื่อส่วนบุคคลแก่ลูกค้าที่มีความจำเป็นต้องการใช้เงินด่วน ด้วยระบบคิด การประมวลผลจากฐานข้อมูลที่มี  จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดหนี้เสียได้เป็นอย่างดี และตัดสินผลการอนุมัติได้รวดเร็วกว่าเดิม

ขอบคุณรูปภาพ : https://stocksnap.io/photo/DEBBH9U82N

ขอสินเชื่อผ่านแอพลิเคชั่นดียังไง ?

  • ง่าย สะดวก รวดเร็ว
  • ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
  • ช่วยลดความเสี่ยงหนี้เสีย
  • คนทั่วไปเข้าถึงข้อมูลการกู้เงิน ขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้น
  • แนะนำสินเชื่อที่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว

ขั้นตอนการขอสินเชื่อผ่านแอพลิเคชั่นทำยังไง ?

  • เริ่มต้นจากดาวน์โหลดแอพลิเคชั่นที่เราสนใจ
  • ลงทะเบียนตามขั้นตอน
  • ศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขการสมัคร
  • เลือกประเภทสินเชื่อที่ต้องการ
  • สมัครสินเชื่อ เลือกวงเงิน ระยะเวลาผ่อนชำระ
  • รอรับผลการอนุมัติ

สำหรับคนที่กังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล บอกได้เลยว่าหมดกังวล ข้อมูลของคุณจะได้รับมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูง ซึ่งขณะนี้มีธนาคารที่ให้บริการกู้เงินผ่านแอพแล้ว 3 แห่ง คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย และ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือจะเป็นเว็บไซต์ www.ป๋า.com ที่ให้บริการขอสินเชื่อส่วนบุคคลที่หลากหลายตอบโจทย์ทุกความต้องการ สมัครง่าย อนุมัติเร็วและดอกเบี้ยต่ำ ก็เป็นอีกช่องทางที่น่าสนใจไม่แพ้กัน


แอพพลิเคชั่นเด็ด ช่วยจัดระเบียบการเงิน

แอพพลิเคชั่นเด็ด ช่วยจัดระเบียบการเงิน

เปลี่ยนสมาร์ทโฟนที่คุณมีให้มาเป็นผู้ช่วยจัดระเบียบเรื่องเงินทอง รายรับรายจ่ายแบบสบายๆ แค่ปลายนิ้วกันเถอะ !!!  ชิวๆ แบบยุค 4.0 อยากรู้อะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ก็แค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คได้ง่ายๆ งั้นวันนี้เราจะมาแนะนำแอพลิเคชั่นดีๆ ในสมาร์ทโฟน ทั้งระบบ IOS และ Android  กันดีกว่า ว่ามีแอพไหนบ้างที่น่าสนใจ ใช้งานไม่ยุ่งยาก เหมาะที่จะโหลดมาเก็บมาไว้ใช้ในเครื่องของคุณกัน

ขอบคุณรูปภาพ : https://stocksnap.io/photo/GWHIALYPXU

  • คิดดี…มีตังค์

แอพที่พัฒนาขึ้นโดยเครือข่ายอนาคตไทยและสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ที่ตั้งใจจะปลูกฝังค่านิยมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เมนูในแอพมีทั้งเมนูตั้งฝัน เมนูหา เมนูออม เมนูใช้ และปฏิทินคิดดี…มีตังค์

จุดเด่นของแอพนี้คือ เมนูตั้งฝัน ที่ช่วยตั้งเป้าหมายเรื่องการเก็บเงิน การซื้อบ้าน การซื้อรถ การท่องเที่ยวและการให้รางวัลกับตัวเอง โดยในแอพจะมีคำถามตั้งฝันให้เลือก เช่น อีกกี่ปีนะ…ฉันถึงจะมีเงินล้าน คุณก็แค่ใส่ตัวเลขรายได้ , จำนวนเงินที่อยากออม และ เงินเก็บเดิมที่มีอยู่ แล้วแอพก็จะคำนวณออกมาให้ว่าคุณจะต้องใช้เวลากี่ปี เป้าหมายเงินล้านถึงจะเป็นจริง

ขอบคุณรูปภาพ :  https://itunes.apple.com/th/app/%E0%B8%84-%E0%B8%94%E0%B8%94-%E0%B8%A1-%E0%B8%95-%E0%B8%87%E0%B8%84/id1188212066?l=th&mt=8

  • Goodbudget

เป็นแอพที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในต่างประเทศ ใช้งานง่าย ช่วยวางแผนการใช้เงินได้อย่างเป็นระบบ และมีการแสดงผลในรูปของกราฟ(กราฟวงกลมและกราฟแท่ง) ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น เมนูแบ่งออกเป็น 4 หมวด คือ เมนูจัดการการเงิน เมนูรวบรวมรายรับและรายจ่าย เมนูบัญชีของเรา และเมนูที่ใช้แสดงค่าใช้จ่ายต่างๆ

จุดเด่นของแอพนี้คือ เมนู Envelopes (เมนูจัดการการเงิน) ที่ช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้บานปลาย โดยผู้ใช้สามารถกำหนดงบการใช้จ่ายแต่ละหมวดได้ด้วยตัวเอง เช่น ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่าเดินทาง ค่าช้อปปิ้ง

ขอบคุณรูปภาพ : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.dayspringtech.envelopes&hl=en

  • Money Book

แอพหน้าตาน่ารัก สดใส ใช้งานง่ายมีภาษาไทยรองรับ ใช้สำหรับบันทึก และ คำนวณรายรับ-รายจ่ายในแต่ละวัน พร้อมกราฟแสดงอัตราส่วนการใช้จ่ายแบบแยกหมวดหมู่ เพื่อง่ายต่อการเข้าใจ

จุดเด่นของแอพนี้คือ สามารถใช้หมวดปฎิทินเพื่อระบุข้อมูลรายการใช้จ่ายต่างๆ และสามารถส่งออกข้อมูล รายรับ-รายจ่าย ออกไปเป็นไฟล์ในรูปแบบของ .CSV ได้ง่ายๆ

ขอบคุณรูปภาพ :   https://itunes.apple.com/th/app/money-book-%E0%B8%9A-%E0%B8%99%E0%B8%97-%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A3-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%88-%E0%B8%B2%E0%B8%A2/id954781830?l=th&mt=8

  • Piggipo

แอพที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปหมูน้อยสีเขียว คิดค้นโดยคนไทย นอกจากจะมีเมนูบันทีกรายรับ-รายจ่ายทั่วๆ ไปแล้ว  ยังเหมาะมากสำหรับคนที่ชอบใช้บัตรเครดิตหลายๆ ใบ แล้วเกิดปัญหาตามมา ทั้งรูดบัตรเกินลิมิต หาสลิปบัตรตอนจ่ายไม่เจอ ลืมกำหนดวันจ่ายบัตร เป็นต้น

จุดเด่นของแอพนี้คือ ใช้งานได้แม้ไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เห็นภาพรวมค่าใช้จ่ายบัตรเครดิตทุกใบที่เรามีแบบ Real Time  มีระบบแจ้งเตือนวันชำระเงิน และ ระบบคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิตก่อนชำระเงิน

ขอบคุณรูปภาพ  : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.neversitup.piggipo

  • NoteAccount

แอพที่สามารถทำบันทึกได้แบบรายวันได้ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เพียงแค่ใส่รายละเอียดและจำนวนเงินลงในช่อง โดยแอพจะแบ่งเป็นช่อง คือ ช่องรายจ่าย(เครื่องหมาย-) ช่องรายรับ(เครื่องหมาย+) และช่องยอดรวม ทั้งยังสามารถย้อนดูวันที่ผ่านๆมา และสรุปบัญชีรายปีได้อีกด้วย

จุดเด่นของแอพนี้คือ สามารถค้นหารายการบัญชีได้ทั้งรายวัน รายเดือน และ รายปี อีกทั้งยังมีระบบตั้งรหัสผ่านเพื่อป้องกันความปลอดภัยให้กับข้อมูลของคุณได้อีกด้วย

ขอบคุณรูปภาพ :  https://itunes.apple.com/th/app/noteaccount/id705062775?l=th&mt=8

  • Oh My Cost !

แอพในรูปแบบที่จะทำให้การทำบันทึกรายรับ-รายจ่ายในแต่ละวันเป็นเรื่องไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ด้วยการใช้รูปสติกเกอร์แทนการพิมพ์ตัวอักษร สามารถบันทึกรายรับ-รายจ่าย ดูยอดรวมในแต่ละเดือน(แสดงผลในรูปแบบของรูปภาพ) ช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้นว่าในแต่ละเดือนคุณเสียเงินไปกับอะไรบ้าง นอกจากนี้ยังมีหมวดการตั้งงบรายเดือน เพื่อควบคุมการใช้เงินในแต่ละเดือนให้อยู่ในลิมิตที่กำหนดไว้

จุดเด่นของแอพนี้คือ การบันทึกสิ่งต่างๆ ด้วยสติกเกอร์ ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์ตัวหนังสือ(แต่ก็สามารถพิมพ์โน้ตกำกับได้) โดยสติกเกอร์ที่ตัวแอพมีให้นั้นครอบคลุมถึง 14 หมวดหมู่ ในแต่ละหมวดหมู่มีสติกเกอร์ให้เลือกใช้กว่า 30 แบบ โดยเฉพาะเวอร์ชั่นไทย หมวดอาหารมีรูปอาหารที่เราคุ้นเคยให้เลือกใช้มากถึง 36 เมนู

ขอบคุณรูปภาพ :  https://itunes.apple.com/th/app/oh-my-cost/id1077767842?l=th&mt=8


วิธีออมเงินสไตล์มนุษย์เงินเดือน

6 วิธีออมเงินสไตล์มนุษย์เงินเดือน

มาออมเงินให้เป็นนิสัย เพื่อความสบายใจกับเงินในกระเป๋ากันเถอะ แม้วันนี้เราจะยังคงติดนิสัยใช้เงินฟุ่มเฟือยตามสไตล์มนุษย์ออฟฟิศ หรือ ยังมีมีหนี้ก้อนใหญ่ให้ต้องสะสาง แต่ถ้าลองได้เริ่มปรับพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่จะแนะนำต่อไปนี้ รับรองได้ว่าอีกไม่กี่อึดใจ คุณจะกลายเป็นคนที่ปลอดหนี้และมีเงินเก็บได้อย่างแน่นอน

  • ทำอาหารทานเอง

เปลี่ยนจากการกินหรู ร้านอาหารแพงๆ มาลองทำอาหารทานเอง นอกจากจะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าไปได้เยอะแล้ว คุณยังจะสนุกไปกับการเลือกเมนูอาหารตามที่ใจอยาก เดินเลือกซื้อวัตถุดิบ ได้จำกัดแคลอรี่อาหารด้วยตัวเอง แถมได้สุขภาพที่ดี หุ่นที่เฟิร์มจากอาหารที่มีประโยชน์

  • น้ำเปล่าดีต่อร่างกายที่สุด

เปลี่ยนจากชา กาแฟที่ดื่มในแต่ละวันมาเป็นน้ำเปล่าแทนสิคะ นอกจากจะได้สุขภาพที่ดีมาเต็ม ปลอดภัยจากเบาหวานแล้ว ยังช่วยประหยัดเงินได้แบบเป็นกอบเป็นกำ ลองดูซักอาทิตย์คุณจะเห็นจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นอีกเป็นหลักร้อยเลยทีเดียว หรือ อีกวิธีจากที่คุณเคยซื้อน้ำดื่มแบบบรรจุขวดดื่มที่บ้าน ลองเปลี่ยนมาใช้เครื่องกรองน้ำก็จะช่วยประหยัดเงินในระยะยาวได้อีกไม่ใช่น้อย

  • ใช้แอพพลิเคชั่นมาช่วยออม

ถ้าคุณยังใจแข็งรีบแบ่งเงินออกมาเก็บตั้งแต่เงินเดือนออกไม่ได้ เราขอแนะนำวิธีนี้ แอพ Internet Banking ในมือถือคือวิธีที่ดีที่สุด เพียงแค่ตั้งให้มีการโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือนของคุณไปยังบัญชีออมเงิน เพียงเท่านี้คุณก็จะไม่ได้รู้สึกต้องมาเครียดกับการแบ่งเงินออม และเกิดการออมแบบสบายๆ โดยที่คุณแทบไม่รู้ตัว

ขอบคุณรูปภาพ : https://stocksnap.io/photo/VPSD8JT149

  • หาอาชีพเสริม

การมีรายรับเพียงช่องทางเดียวอาจไม่ปลอดภัยเท่าที่ควรสำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ การหางานฟรีแลนซ์ ที่ใช้เวลาไม่นาน ไม่เบียดเบียนเวลางานประจำ เพื่อเพิ่มรายได้เป็นอีกช่องทางที่จะช่วยเพิ่มรายรับ สำหรับเก็บออมหรือปลดหนี้ ก็แล้วแต่คุณ

  • รีบวางแผนปลดหนี้

ยิ่งคุณวางแผนปลดหนี้ได้เร็วเท่าไหร่ การออมเงินของคุณก็จะสำเร็จได้เร็วเท่านั้น วิธีปลดหนี้ที่จะแนะนำมี 2 แบบ ให้คุณได้เลือกตามความเหมาะสม คือ 1.เริ่มกำจัดหนี้ก้อนที่เล็กที่สุดก่อน ลิสต์หนี้ของคุณไว้อันไหนที่จำนวนเงินน้อยที่สุด ให้เลือกปิดหนี้ก้อนนั้นก่อนแล้วค่อยไล่ไปจนถึงหนี้ก้อนที่มากที่สุด 2.กำจัดหนี้ก้อนที่ดอกเบี้ยมากที่สุดก่อน วิธีนี้เน้นการหยุดดอกเบี้ยไม่ให้เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม แล้วค่อยๆ ทยอยปิดหนี้ไปจนถึงก้อนที่เสียดอกเบี้ยน้อยที่สุด

  • Gift Voucher ออนไลน์

คนรุ่นใหม่สไตล์เราที่ใช้อินเทอร์เน็ตอยู่เป็นนิจ ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าเว็บไซต์ไหนเป็นแหล่งรวม Gift Voucher ที่ได้ราคาถูกที่สุด เพราะคูปอง/บัตรส่วนลดเหล่านี้แหละจะช่วยคุณประหยัดเงินได้อีก เช่น คูปองส่วนลดร้านอาหาร คูปองแทนเงินสดมูลค่า 1,000 บาท ที่ขาย 900 บาท ก็เท่ากับว่าคุณได้ส่วนลดไปตั้ง 100 บาท  ส่วนลดค่าโรงแรม เป็นต้น

วิธีที่แนะนำมาไม่ได้ยากที่จะทำตามเลยใช่มั๊ยล่ะคะ เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันแทบทั้งนั้น งั้นลองนำไปใช้กันดูนะคะ แล้วคุณจะรู้ว่าวิธีง่ายๆ แบบนี้ ช่วยคุณเซฟเงินได้มากกว่าที่คุณคิดอีก


5 ค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองที่แอบดูดเงินคุณไปไม่รู้ตัว

5 ค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองที่แอบดูดเงินคุณไปไม่รู้ตัว

ค่าเดินทาง

         พนักงานออฟฟิศทั้งหลายที่ทำงานอยู่ใจกลางเมือง คงนึกว่าวิธีเดินทางด้วย BTS MRT นี่แหละ ดีและประหยัดที่สุดแล้ว แต่เดี๋ยวก่อนหลายคนคงลืมนึกไปว่า ยังมีค่าพี่วิน ค่าพี่แกร็บอีกนะ ตอนเช้าจะสายแล้วเข้างานไม่ทันแน่ๆ ตึกก็อยู่ลึกเดินอีกไกล หรือ เย็นเลิกงานดูท่าแล้วฝนตกแน่ๆ ก็ต้องเรียกใช้บริการ เที่ยวละ 20 บาท วันนึงขึ้นเช้า-เย็น 40 บาท อาทิตย์นึงก็ 200 บาท เดือนนึงทำงาน 20 วัน รวมแล้วแค่ค่ามอเตอไซต์ก็อยู่ที่เดือนละ 800 บาท

ค่าเครื่องดื่ม

         สาวกคอกาแฟ คอน้ำหวาน ชาไข่มุกทั้งหลาย ที่ทุกเช้าต้องกินกาแฟซักแก้วตาได้สว่าง มีแรงทำงาน กาแฟสดทั่วไปก็แก้วละ 40-50 บาท แต่ถ้าต้องเป็นกาแฟแบรนด์พรีเมียมอย่างต่ำก็แก้วละ 150 บาท หรือบางคนหลังอาหารกลางวันแล้วต้องมีน้ำหวาน ชาไข่มุกซักแก้ว ราคาก็เริ่มต้นที่แก้วละ 45 บาท ลองคำนวณกันดูว่าเดือนๆ นึง จะเสียค่าเครื่องดื่มกันคนละกี่บาท

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/white-oval-medication-pill-beside-blister-pack-47327/

ค่าโทรศัพท์
          ในยุคที่ทุกคนใช้สมาร์ทโฟน แม้ว่าจะมีค่าโทรไม่มาก เพราะทุกคนนิยมใช้ไลน์ เฟซบุ๊กโทรหากันมากกว่าแล้ว แต่ค่าโทรศัพท์ก็ยังต้องจ่ายมากอยู่ดี เพราะแพ็กเกจอินเตอร์เน็ตอันแสนจำเป็นที่ยิ่งเร็วยิ่งแพง หรือ ค่าแพ็กเกจรายเดือนที่เราต้องจ่ายเพิ่มเมื่อทำสัญญาซื้อเครื่องกับค่ายโทรศัพท์ เดือนๆ นึง ค่าโทรศัพท์ก็อยู่ที่หลักพันเข้าไปแล้ว

ค่าเครื่องแต่งตัว

          ข้อนี้สำหรับสาวๆ โดยเฉพาะ ไหนจะลิปสติกสีใหม่ บลัชออนสีสวย ที่เขียวคิ้ว
สุดปัง น้ำหอมกลิ่นใหม่
ที่คุณสาวๆ ซื้อกันอยู่เรื่อยๆ ทั้งที่ของเก่ายังไม่หมดหรือแอกเซสซอรีเครื่องประดับที่แสนล่อตาล่อใจ แม้จะราคาไม่สูงมาก แต่ซื้อบ่อยๆก็เสียเงินใช่น้อยเช่นกัน     

ค่าใช้จ่ายเพื่อความบันเทิง

          หนังเรื่องใหม่เข้าแล้ว คอหนังอย่างเราจะพลาดได้ไง ต้องไปดู!!! แต่ไม่ใช่แค่ค่าตั๋วหนังที่ต้องจ่ายเท่านั้นนะ ยังมีค่าป๊อบคอร์นที่ต้องเคี้ยวเพลินๆ ระหว่างดูอีก เซ็ตนึงไม่ต่ำกว่า 200 บาท ถ้าใครเป็นสาวกหนังเรื่องไหน มีแก้วน้ำ ถังป๊อบคอร์นที่เป็นเซ็ตพรีเมียมก็ต้องควักเพิ่มกันอีก หรือ ใครที่เป็นคอซีรีย์ดูกัน 24  ชั่วโมง ก็ต้องมีจ่ายค่าแอพดูหนังรายเดือนอีกแน่นอน


ข้อคิดสำหรับการขอสินเชื่อเงินสด

ข้อคิดสำหรับการขอสินเชื่อเงินสด

  1. ถามตัวเองก่อนว่า สิ่งที่คุณจะนำเงินจากการขอสินเชื่อไปซื้อจำเป็นแค่ไหน ต้องซื้อในช่วงเวลานี้เลยหรือไม่ เพราะการขอสินเชื่อต้องคำนึงถึงความสามารถในการจ่ายคืนของตัวเราด้วย
  2. อย่าลืมว่า เงินที่เราได้มาไม่ใช่เงินได้เปล่า แต่คือเงินของอนาคตที่เรานำมาใช้ก่อน สิ่งที่เราต้องแลกคือ “ดอกเบี้ย” ที่เราต้องจ่ายเพิ่ม
  3. สินเชื่อเงินสด คือ สินเชื่อที่ไม่ได้ทำให้เรามีรายได้เพิ่ม(ไม่เหมือนสินเชื่อที่กู้ไปลงทุนหรือทำการค้า) และดอกเบี้ยจะสูงกว่าสินเชื่อประเภทอื่น เนื่องจากไม่มีหลักประกัน ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ควรขอสินเชื่อส่วนบุคคลแบบที่ต้องใช้หลักประกันก็จะช่วยลดภาระหนี้ได้มาก เนื่องจากสินเชื่อที่มีหลักประกันจะคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์มาค้ำประกัน
  4. ศึกษาเปรียบเทียบข้อมูล ข้อกำหนด เงื่อนไข อัตราดอกเบี้ย ของธนาคาร สถาบันการเงินหลายๆ ที่ก่อนตัดสินใจ สังเกตด้วยว่าอัตราดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มีหน่วยเป็นอะไร เช่น กี่เปอร์เซ็นต์ ต่อเดือนหรือต่อปี กี่บาทต่อครั้งหรือต่องวด เพื่อให้ได้สินเชื่อที่เหมาะกับตัวเรามากที่สุด

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/two-person-wearing-gray-and-blue-suits-1020313/

5. เลือกใช้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลจากสถาบันการเงินหรือบริษัทที่ได้รับอนุญาต เนื่องจาก ได้รับเงินกู้เต็มจำนวน ดอกเบี้ยถูกกว่าเงินกู้นอกระบบ เมื่อเกิดปัญหาก็ตรวจสอบได้ง่าย มีกฎหมายคอยควบคุมดูแล ลดความเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายแบบเงินกู้นอกระบบ

6. ขอวงเงินเท่าที่จำเป็น และควรตอบปฏิเสธหากเจ้าหน้าที่สินเชื่อเสนอสินเชื่อที่เราไม่จำเป็นต้องใช้หรือให้วงเงินมากเกินไป  เพราะคนที่ต้องใช้หนี้คือตัวเรา

7. พยายามชำระหนี้ให้หมดเร็วที่สุดเพื่อลดดอกเบี้ย ซึ่งสามารถทำได้ทั้งการเพิ่มจำนวนเงินที่จ่ายคืนในแต่ละงวดหรือหาเงินก้อนใหญ่มาโปะ แต่ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนว่าต้องมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าปรับจากการชำระเงินที่ไม่เป็นไปตามสัญญาหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องลองเปรียบเทียบว่าคุ้มหรือไม่ที่จะจ่ายปิดวงเงินในทีเดียว

8. ตรวจสอบยอดหนี้ทั้งหมดของตนเองอยู่เสมอ ถ้าสังเกตว่าเริ่มจะมีหนี้มากเกินไป ก็อาจต้องปรับรูปแบบการใช้ชีวิตของตนเอง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเงินไม่พอใช้

9. ถ้าเริ่มรู้สึกว่าชำระหนี้ไม่ไหว ให้รีบติดต่อสถาบันการเงินหรือบริษัทเจ้าหนี้โดยเร็วเพื่อหาทางแก้ไขปัญหา เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ หรือติดต่อสถาบันการเงินอื่นที่มีโครงการให้รีไฟแนนซ์สินเชื่อส่วนบุคคล เพราะปล่อยไว้ยิ่งนาน หนี้จะยิ่งพอกพูนไปเรื่อยๆ


ธนาคารกับสถาบันการเงินต่างกันอย่างไร ใครรู้บ้าง ???

ธนาคารกับสถาบันการเงินต่างกันอย่างไร  ใครรู้บ้าง ???

เวลาเราพูดถึงธนาคาร สถาบันการเงิน เรามักจะพูดรวมกันจนเข้าใจว่า  ธนาคาร / สถาบันการเงิน มีความหมายเหมือนกัน คือ สถานที่สำหรับไว้ทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ  แต่ในความเป็นจริงแล้ว ธนาคารกับสถาบันการเงินนั้นแตกต่างกัน

สถาบันการเงิน คือ คำเรียกที่รวมธนาคารและสถาบันอื่นที่ไม่ใช่ธนาคารไว้ด้วย ธนาคาร บริษัทหรือองค์กรใดที่ทำธุรกิจในเรื่องของการรับ-ฝากเงินจากประชาชน โดยมีดอกเบี้ย รวมถึงมีการปล่อยเงินกู้ให้กับประชาชนและภาคธุรกิจ ก็จะเรียกรวมว่าสถาบันการเงินทั้งสิ้น… งั้นเรามาดูกันว่าในประเทศไทยมีการจัดแบ่งประเภทของสถาบันการเงินอย่างไร

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/person-writing-bank-loan-on-paper-1548994/

ตามหลักกฎหมายของไทย สถาบันการเงิน แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ

  1.    ธนาคารพาณิชย์ เป็นสถาบันการเงินที่เก่าแก่และมีความสำคัญมากที่สุด คนทั่วไปนิยมเปิดบัญชี ฝากเงิน และ ขอกู้เงินกันมากที่สุดในระบบการเงินไทยเมื่อเทียบกับสถาบันการเงินประเภทอื่น โดยธนาคารพาณิชย์จะให้บริการทั้งประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบทั้งรายย่อย ขนาดกลางและขนาดใหญ่ ตัวอย่างธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ
  2.    สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หมายถึง บริษัทได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการประเภทอื่น ๆ ที่กำหนดไว้ในกฎหมาย เช่น โรงรับจำนำ บริษัทประกันภัยและบริษัทประกันชีวิต สหกรณ์ออมทรัพย์ ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ เพื่อรับฝากเงินหรือรับเงินจากประชาชนที่จะจ่ายคืนเมื่อหมดระยะเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ และใช้ประโยชน์จากเงินนั้นเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การให้กู้ยืมเงินโดยวิธีรับจำนองอสังหาริมทรัพย์ การรับซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยวิธีขายฝาก และมีจุดที่ไม่เหมือนกับธนาคารพาณิชย์ คือ จะไม่เกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศ
  3. สถาบันการเงินเฉพาะกิจ  เป็นสถาบันการเงินที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมายเฉพาะของรัฐ เพื่อดำเนินงานตามนโยบายของรัฐในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งสถาบันการเงินเฉพาะกิจเหล่านี้ก็ดำเนินธุรกิจเหมือนกับธนาคารพาณิชย์ คือ มีการรับฝากเงินและให้ดอกเบี้ย พร้อมทั้งให้เงินกู้ โดยดอกเบี้ยที่คิดก็จะเป็นอัตราพิเศษที่น้อยกว่าธนาคารพาณิชย์ แต่เงื่อนไขต่าง ๆ ก็อาจมีมากกว่า เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย


ไม่มีเงินเดือน….แต่ก็ขอสินเชื่อได้นะ

ไม่มีเงินเดือน….แต่ก็ขอสินเชื่อได้นะ

ทำไมสวรรค์ไม่เข้าข้าง ไม่ช่วยเราเลยนะ !!!! อาชีพฟรีแลนซ์ รับจ้างทั่วไป มีเงินเงินเข้าประจำแบบคนอื่นเค้าซะที่ไหน แล้วทีนี้จะทำยังไง ใครเค้าจะยอมปล่อยสินเชื่อเงินกู้ให้พวกเรากันล่ะ ….. อ๊ะๆ อย่าเพิ่งเสียใจไป สวรรค์มาช่วยคุณแล้ว ถ้าคุณไม่มีเงินเดือนประจำ แต่มี statement (รายการเคลื่อนไหวของบัญชีธนาคารย้อนหลัง) ทำไมจะขอกู้ไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่ธนาคารแหล่งสินเสื่อ จะสนใจการเคลื่อนไหวของเงินในบัญชีธนาคารเป็นอันดับต้นๆ เลยล่ะ

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/ballpoint-pen-on-top-of-white-printer-paper-beside-100-u-s-dollar-bill-870902/

งั้นเรามากันว่าบัญชีธนาคารแบบไหนทีจะผ่านเกณฑ์เบื้องต้นของธนาคาร

  • ฝากเงินเป็นประจำ จบงานได้เงินมาเมื่อไหร่ ก็ฝากเข้าไปบ่อยๆ สม่ำเสมอ มากน้อยไม่ว่ากัน ไม่ใช่ฝากครั้งเดียวแล้วหาย ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 6 เดือน เพียงเท่านี้ก็โอเคแล้ว เพราะจะทำให้บัญชีมีความเคลื่อนไหว ดูมีเงินเข้าอยู่เรื่อยๆ
  • ฝากได้ถอนได้ จะทำให้มีการเดินบัญชีอย่างต่อเนื่อง แต่ถอนออกมาใช้แล้ว ก็อย่าลืมฝากกลับเข้าไปด้วยล่ะ
  • เปิดบัญชีแบบฝากเงินก้อนทิ้งไว้ หลายคนอาจคิดว่า ฉันมีเงินก้อน มีเงินเย็นเก็บสำรองไว้ ธนาคารต้องปล่อยกู้เราแน่ๆ เค้าต้องคิดว่าเราสามารถผ่อนคืนได้สบายๆ แต่ความคิดนี้เป็นความคิดที่ผิดพลาดอย่างรุนแรง เพราะการนำบัญชีธนาคารที่ไม่มีการเคลื่อนไหวไปขอสินเชื่อ แบบนี้ไม่ผ่านแน่นอน เพราะหลักของธนาคารคือ จะปล่อยกู้ให้กับคนที่มีการเคลื่อนไหวของบัญชีเป็นประจำเท่านั้น
  • หลักทรัพย์ค้ำประกัน อย่าง บ้าน รถ ที่ดิน อันนี้จะเป็นตัวที่ช่วยให้คุณผ่านการอนุมัติขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้นอีกมาก


รู้ไหม...สินเชื่อเงินสดดีกว่าบัตรกดเงินสดอย่างไร

รู้ไหม…สินเชื่อเงินสดดีกว่าบัตรกดเงินสดอย่างไร

ยามฉุกเฉินเมื่อคุณจำเป็นต้องรีบใช้เงินแบบด่วนๆๆๆ ทางเลือกที่ง่ายและเร็วที่สุดสำหรับคนที่มีบัตรเครดิตคงหนีไม่พ้นวิธีกดเงินสดจากบัตรมาใช้ เพราะแค่ไม่กี่นาทีเงินสดก็มาอยู่ในมือคุณแล้วถ้าเทียบกับวิธีอื่น เช่น การขอสินเชื่อ แม้จะได้เงินสดเป็นก้อนแต่ก็ต้องเสียรอนาน ทั้งเตรียมยื่นเอกสาร กว่าจะรออนุมัติอีก ได้เงินมาไม่ทันใช้กันพอดี

….. ลองมาเปลี่ยนความคิดกันใหม่ดีกว่า เพราะปัจจุบันนี้ธนารคารต่างๆ มีช่องทางการยื่นขอสินเชื่อผ่านระบบออนไลน์ แทบจะทุกธนาคารแล้ว เพียงแค่คุณมีแอพ ถ่ายรูปส่งเอกสาร และรอพนักงานติดต่อกลับภายใน 24 ชั่วโมง และรอการอนุมัติใช้เวลาแป๊บเดียว ผิดกลับเมื่อก่อนที่ต้องรอผลการอนุมัติอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์

….. งั้นมาดูกันซิว่า สินเชื่อเงินสด ต่างจาก บัตรกดเงินสด ตรงไหนบ้าง

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/person-holding-card-and-terminal-1308747/

  • ได้วงเงินที่สูงกว่า เพราะว่าสินเชื่อเงินสดจะเป็นสินเชื่อเงินก้อนที่ผู้กู้จะทยอยผ่อนชำระเป็นงวด งวดละเท่าๆ กัน ทำให้ยอดวงเงินกู้จะค่อยๆ ลดลง และนั่นหมายถึงความเสี่ยงของสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้จะลดลงด้วย ทำให้โอกาสที่คุณจะได้รับวงเงินสินเชื่อ 5 เท่าของเงินเดือนเป็นไปได้มากกว่า บัตรกดเงินสดที่มักให้วงเงินในบัตรเพียง 3-4 เท่าของเงินเดือน
  • อนุมัติเร็ว พร้อมโอนเงินเข้าบัญชี  ถ้าสินเชื่อที่คุณยื่นอนุมัติแล้ว เพียงแค่ไม่กี่วันเงินก้อนจะถูกโอนเข้าบัญชีของคุณทันที ต่างจากบัตรกดเงินสดที่จะต้องรอนาคารส่งตัวบัตรมาให้ทางไปรษณีย์ ได้มาแล้วก็ต้องเปิดบัตร รอพาสเวิร์ดก่อนจะนำไปกดเงินที่ตู้ได้
  • ไม่มีค่าธรรมเนียมกดเงินสด ปกติแล้วเวลากดเงินสดจากบัตรจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการกดเงินจากตู้ ATM ที่อัตรา 3% ของวงเงินที่กดออกมา หรือถ้าถือบัตรเครดิตไปเบิกเงินก้อนจากธนาคารโดยตรง ก็ยังต้องมีการชำระค่าธรรมเนียมการเบิกเงินสดล่วงหน้าอยู่ดี ต่างจากสินเชื่อที่เมื่อเทียบกันแล้วยังมีโอกาสเสียค่าธรรมเนียมการกดที่น้อยกว่า เพราะเงินถูกโอนเข้าบัญชีของคุณเอง ถือสมุดไปถอนที่ธนาคารก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม หรือ กดจากตู้ ATM ถ้าไม่ต่างธนาคารหรือต่างจังหวัดก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเช่นกัน
  • สินเชื่อเงินสดสร้างวินัยการเงินได้ดีกว่า เพราะสินเชื่อเงินสด เมื่อได้เงินก้อนมาแล้วจะต้องผ่อนคืนสถาบันการเงิน/ธนาคารที่ปล่อยกู้ทุกเดือน เดือนละเท่าๆ กัน ตามอัตราที่ได้ตกลงกันไว้  นั่นแสดงว่า เมื่อคุณผ่อนคืนตรงเวลาภายในจำนวนเดือนที่กำหนด เช่น 24 เดือน 60 เดือน หนี้ของคุณก็จะหมดไปทันที ต่างจากบัตรกดเงินสด ถ้าคุณไม่มีระเบียบวินัย ครบกำหนดเรียกเก็บคุณไม่จ่ายคืนเต็มจำนวน เลือกจ่ายขั้นต่ำ แล้วเดือนถัดไปก็ต้องกดเงินสดออกมาใช้ใหม่ จำนวนหนี้กับดอกเบี้ยก็จะเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ
  • ลดภาระการผ่อนต่อเดือน เพราะสินชื่อเงินสดคุณจะเป็นผู้เลือกระยะเวลาการผ่อนชำระเงินคืนเอง ซึ่งปัจจุบันเลือกผ่อนได้นานถึง 60 เดือน สมมติว่า ขอกู้ 100,000 บาท ระยะเวลาผ่อนคืน 60 เดือน จำนวนยอดผ่อนต่อเดือนจะอยู่ที่ 3,120 บาท (คิดจากดอกเบี้ยสูงสุด 28% ต่อปี) เทียบกับกดเงินสดจากบัตร 100,000 บาท เกณฑ์ผ่อนขั้นต่ำจะอยู่ที่ 10% จำนวนยอดผ่อนต่อเดือนจะอยู่ที่ 10,167 บาท (คิดจากดอกเบี้ย 20% ต่อปี) ข้อนี้อาจเป็นข้อดีสำหรับคนที่มีปัญหาทางการเงิน แต่ละเดือนไม่สามารถผ่อนคืนในยอดเงินจำนวนมากไหว

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/bank-bank-notes-batch-bills-302842/


9 ข้อควรรู้ก่อนทำสัญญากู้ยืมเงิน

9 ข้อควรรู้ก่อนทำสัญญากู้ยืมเงิน

เรื่องเงินๆ ทองๆ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนทั้งผู้กู้และผู้ปล่อยกู้ บทความนี้เราจะมาบอกข้อควรระวังให้กับคนที่คิดจะกู้เงิน ว่ามีอะไรบ้างที่เราต้องรอบคอบและตรวจสอบให้ละเอียด เพื่อความปลอดภัยจะได้ไม่เกิดปัญหาขึ้นภายหลัง

  1.    ก่อนลงชื่อ หรือ พิมพ์ลายนิ้วมือ คุณจะต้องอ่านรายละเอียดให้ถูกต้องและครบถ้วนทุกบรรทัด และที่สำคัญที่สุดคือ ในสัญญาจะต้องเขียนจำนวนเงินเป็นตัวเลขกำกับไว้ใต้ตัวเลขอีกครั้ง
  2.    สัญญาเงินกู้จะต้องมีอย่างน้อย 2 ฉบับ เพื่อให้ผู้กู้เก็บไว้ 1 ฉบับ และ ผู้ให้กู้ 1 ฉบับ
  3.    ควรมีพยานของฝ่ายผู้กู้ลงลายมือชื่อ หรือ พิมพ์ลายนิ้วมือ เพื่อเป็นพยานในสัญญาอย่างน้อย 1 คน
  4.    ห้ามลงชื่อในกระดาษเปล่า ที่ยังไม่ได้ระบุเงื่อนไขสัญญาเด็ดขาด
  5.    เวลาชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นแค่บางส่วนหรือหมดทั้งก้อนก็ตาม จะต้องขอใบเสร็จรับเงิน/หลักฐานการรับเงิน ที่มีลายมือชื่อของผู้ให้กู้กำกับไว้ด้วยทุกครั้ง เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานยืนยันการชำระหนี้

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/sign-pen-business-document-48148/

  1.    เมื่อชำระเงินกู้ครบตามจำนวนแล้ว ต้องขอสัญญากู้ยืมเงินคืนจากผู้ให้กู้ด้วย เพราะถ้ามีการฟ้องร้องเกิดขึ้น เราจะมีหลักฐานที่สามารถกล่าวได้ว่า ชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว
  2.    ห้ามนำโฉนดที่ดิน หรือ หนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดิน (น.ส. 3) ไปให้ผู้ให้กู้เก็บไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน โดยเด็ดขาด
  3.    กรณีฟ้องร้องเรียกเงินตามสัญญากู้ยืม คดีจะมีอายุความ 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ถึงกำหนดชำระ
  4. กรณีฟ้องร้องเรียกเงินตามสัญญากู้ยืม โดยที่ในสัญญาระบุไว้ว่า ให้ชำระเงินต้นพร้อมกับดอกเบี้ยเป็นงวดๆ ถือว่าได้ตกลงชำระหนี้เพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ คดีจะมีอายุความ 5 ปี

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/abundance-bank-banking-banknotes-259027/