ขอสินเชื่อได้ง่ายๆ ไม่มีรุงรัง ต้องสินเชื่อ JMoney

ขอสินเชื่อได้ง่ายๆ ไม่มีรุงรัง ต้องสินเชื่อ JMoney

หากเอ่ยถึง “สินเชื่อ” หนุ่มสาววัยทำงานคงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะถือเป็นการสร้างสภาพคล่อง (หนี้) ทางการเงินที่เป็นเรื่องง่ายเหมือนยื่นมือของเงินแม่มาใช้เลยล่ะ สินเชื่อ คือ เงินที่สถาบันการเงินหรือธนาคารปล่อยกู้หรือให้เรายืมมาใช้ง่ายๆ
แค่มีรายได้ประจำเท่านั้นเอง โดยจำนวนเงินที่ได้จากการขอสินเชื่อนั้นสูงถึง 5 เท่า
ของเงินเดือนเลยทีเดียว ทั้งยังไม่จำเป็นต้องหาผู้ค้ำประกันให้ยุ่งยากด้วย

ใครที่อยากจะขอสินเชื่อต้องไม่พลาดเคล็ดลับการขอสินเชื่อให้ผ่านฉลุยที่เราจะมาแนะนำกันในวันนี้ อาจจะยาวซักหน่อย แต่รับรองว่าผ่านแน่นอน

 

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.freepik.com/free-photo/realtor-and-client-shaking-hands_1539843.htm

  1. บัญชีเคลื่อนไหวตลอด

ข้อแรกเลยเมื่อเราอยากยืมเงินใครสักคนการพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเรามีความสามารถในการจ่ายคืนแน่ๆ เป็นประเด็นสำคัญมาก ดังนั้นหากบัญชีเงินเดือนหรือบัญชีรายรับของเรามีเงินเข้าเป็นประจำ แน่นอนว่าเป็นด่านแรกที่ทำให้ธนาคารเห็นว่าเรามีความสามารถพอที่จะชำระหนี้ได้ตรงเวลา

ใครที่เงินเดือนเข้าผ่านบัญชีธนาคารอยู่แล้วก็สบายใจได้เลย ส่วนใครที่รับเงินเดือนเป็นเงินสดหรือประกอบอาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ นั้นแนะนำว่าให้นำเงินก้อนนี้เข้าบัญชีซะก่อน เพื่อให้ธนาคารเห็นถึงความสม่ำเสมอของรายได้คือเรื่องสำคัญที่สุด

  1. เป็นหนี้แต่ชำระตรงเวลา

นอกจากการมีรายได้ที่สม่ำเสมอแล้วการมีหนี้แต่เป็นลูกหนี้ที่ดีก็เป็นปัจจัยที่ธนาคารใช้พิจารณาการขอสินเชื่อเช่นกัน หนี้ในที่นี้ต้องเป็นหนี้ที่ธนาคารตรวจสอบได้ เช่น หนี้บัตรเครดิต ผ่อนชำระสินค้า สินเชื่อประเภทต่างๆ แต่ทั้งนี้ก็ต้องชำระหนี้ให้ตรงเวลาด้วย การมีหนี้และชำระหนี้ให้ตรงเวลา จะทำให้ธนาคารเห็นว่าเรามีความน่าเชื่อถือพอที่จะให้สินเชื่อกับเราได้ง่ายขึ้น

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.freepik.com/free-photo/crop-agent-with-client-applying-for-loan_1796619.htm

  1. ไม่เป็นหนี้ก้อนใหญ่

ถึงจะบอกว่าเราควรมีหนี้ที่ตรวจสอบได้เพื่อให้ธนาคารสบายใจ แต่การใช้บัตรเครดิตเต็มวงเงินตลอดๆ เต็มทุกใบ จนต้องขอปรับเพดานวงเงิน หรือเรามีหนี้ก้อนใหญ่ เช่น หนี้บ้าน หนี้รถ กลับเป็นดาบสองคมที่ทำให้ธนาคารอาจไม่รับพิจารณาการขอสินเชื่อของเรา ดังนั้นหากจะยื่นขอสินเชื่อควรเคลียร์หนี้เก่าและมั่นใจว่าไม่มีหนี้ก้อนโตอยู่

4.ไม่เปลี่ยนงานบ่อย

เนื่องจากธนาคารส่วนใหญ่จะพิจารณาออกสินเชื่อให้แก่บุคคลที่ทำงานในบริษัทเดิมตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ดังนั้นหากเพิ่งเปลี่ยนงานหรือเปลี่ยนงานบ่อยก็อาจทำให้ไม่ผ่าน
การพิจารณาได้

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.freepik.com/free-photo/crop-man-asking-to-sign-mortgage-paper_1845938.htm#term=finance%20credit&page=3&position=17

  1. รีไฟแนนซ์ช่วยเพิ่มวงเงิน

จำนวนหนี้ที่เรามีในมือนั้นส่งผลต่อจำนวนเงินที่ธนาคารจะปล่อยสินเชื่อให้เรา ดังนั้นหากเรามีหนี้ก้อนใหญ่ควรทำการรีไฟแนนซ์เพื่อให้ดอกเบี้ยลดลงเป็นการลดภาระของเราและช่วยเพิ่มเครดิตวงเงินการขอสินเชื่อให้เรานั่นเอง

  1. ยื่นขอสินเชื่อทีละธนาคาร

ในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อแต่ละครั้งธนาคารหรือสถาบันการเงินจะพิจารณาเครดิตบูโรย้อนหลัง 6 เดือน หากพบว่าเรามีการยื่นขอสินชื่อหลายแห่งก็อาจทำให้ความน่าเชื่อถือของเราลดลง ดังนั้นควรยื่นขอทีละที่เพื่อเพิ่มเครดิตให้ตัวเราเอง

ทั้งนี้รวมถึงการสมัครบัตรเครดิตด้วย หากเราอยู่ในช่วงยื่นขอสินเชื่อก็ไม่ควรทำเรื่องสมัครบัตรเครดิตใบใหม่ที่เปรียบเสมือนการยื่นขอสินเชื่อนั่นเอง

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.freepik.com/free-photo/coins-and-mortgage-application-near-laptop_2111208.htm

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วใครมีอยากสมัครสินเชื่อลองมาทำความรู้จักกับ สินเชื่อ JMoney ดูสิ สมัครง่าย อนุมัติเร็ว ดอกเบี้ยน้อย

  • สินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคล JMoney ให้วงเงินสูงสุดถึง 500,000 บาท
  • ดอกเบี้ยต่ำ ไม่เกิน 28% ต่อปี
  • คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก ยิ่งจ่ายเยอะ จ่ายเร็ว ดอกเบี้ยยิ่งถูก
  • ไม่มีกำหนดระยะเวลาในการผ่อน
  • ไม่มีค่าธรรมเนียมยิบย่อยใดๆ
  • ได้เงินทันใจ โอนเงินให้ทันทีภายใน 1 วันหลังอนุมัติ
    สมัครเลย > JMoney


มารู้จักกับสินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคลกัน

มารู้จักกับสินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคลกัน

เวลาเดือดร้อนเรื่องเงิน แน่นอนว่าธนาคารหรือสถาบันการเงินน่าจะเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆที่เพื่อนๆ เลือกใช้บริการเพื่อจะได้มีเงินมาใช้ในยามฉุกเฉินกันแน่ๆ “สินเชื่อ” ก็เป็นตัวช่วยที่ใช้ง่ายมากๆโดยเฉพาะ “สินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคล” ที่เราจะมาทำความรู้จักกันในวันนี้

อย่างที่รู้กันแล้วว่าสินเชื่อคือการปล่อยเงินกู้รูปแบบหนึ่งของธนาคารทีเพียงแค่มีเงินเดือนขั้นต่ำ15,000 บาทขึ้นไป ก็สามารถขอสินเชื่อได้สูงสุด 5 เท่าของเงินเดือนเลยทีเดียว แถมดอกเบี้ยก็ต่ำ ทั้งยังเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบคงตัว จำนวนเงินผ่อนชำระเท่ากันทุกเดือน ไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นหนี้หัวโตกันอย่างแน่นอน

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/two-person-shaking-each-others-hands-872957/

หลายคนอาจสงสัยว่า แล้ว “สินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคล” ต่างกับ “บัตรกดเงินสด” หรือ “บัตรเครดิต” ยังไง ต้องบอกเลยว่า “สินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคล” เป็นการกู้เงินที่เมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว ก็สามารถกดเงินออกมาใช้ได้ทันที เหมาะสำหรับคนที่ต้องการใช้เงินก้อนแบบปัจจุบันทันด่วน แต่ต้องการการผ่อนชำระที่เท่ากันทั้งยังเป็นการผ่อนชำระแบบลดต้นลดดอกด้วย

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจของ “สินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคล” ที่ต่างจาก “บัตรกดเงินสด” หรือ “บัตรเครดิต”   ก็คือไม่จำเป็นต้องมีผู้ค้ำประกัน ปัจจุบันการเปิด “บัตรกดเงินสด” หรือ “บัตรเครดิต” บางสถาบันการเงินยังต้องใช้ผู้ค้ำประกันอยู่นั่นเอง เห็นมั้ยล่ะว่าการขอสินเชื่อง่ายนิดเดียว

ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/bank-blur-business-buy-259200/

แล้วถ้าสนใจอยากสมัครสินชื่อส่วนหมุนเวียนบุคคลล่ะ จะใช้บริการของที่ไหนดี??? ไม่ต้องครุ่นคิดให้มากความ JMoney มีทางออกให้คุณแล้ว JMoney  สมัครง่าย อนุมัติเร็ว ดอกเบี้ยน้อย

  • สินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคล JMoney ให้วงเงินสูงสุดถึง 500,000 บาท
  • ดอกเบี้ยต่ำ ไม่เกิน 28% ต่อปี
  • คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก ยิ่งจ่ายเยอะ จ่ายเร็ว ดอกเบี้ยยิ่งถูก
  • ไม่มีกำหนดระยะเวลาในการผ่อน
  • ไม่มีค่าธรรมเนียมยิบย่อยใดๆ
  • ได้เงินทันใจ โอนเงินให้ทันทีภายใน 1 วันหลังอนุมัติ
    สมัครเลย > JMoney
    ขอบคุณรูปภาพ : https://www.pexels.com/photo/board-game-box-business-card-262028/


สินเชื่อ

สินเชื่อส่วนบุคคลกับบัตรกดเงินสด ต่างกันยังไง ใครรู้บ้าง ?

สินเชื่อส่วนบุคคลกับบัตรกดเงินสด ต่างกันยังไง ใครรู้บ้าง ?

เพื่อนๆ คงเคยได้ยินคำโฆษณาที่ว่าต้องการเงินด่วนมาหาเราสิ หรือคำโฆษณาอะไรทำนองนี้ ที่มีเป้าหมายผู้บริโภคคือผู้ที่มีความเดือดร้อนทางการเงิน ต้องการใช้เงินด่วน การวิ่งหาสถาบันการเงินหรือธนาคารคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว เพราะมิสินเชื่อให้เลือกหลากประเภท ที่ได้รับความนิยมมาก (เพราะเห็นโฆษณาผ่านมาบ่อยที่สุด) ก็คงหนีไม่พ้น “สินเชื่อส่วนบุคคล” หรือ “สินเชื่อเงินสด” กับ “บัตรกดเงินสด” ที่มีให้เลือกมากมายหลายที่จนเกิดอาการรักพี่เสียดายน้อง

แต่ชีวิตของเพื่อนๆจะง่ายขึ้นหากทำความเข้าใจ  “สินเชื่อส่วนบุคคล” หรือ “สินเชื่อเงินสด” กับ “บัตรกดเงินสด” และความแตกต่างของสินเชื่อทั้งสองแบบ เพื่อนๆ ก็จะรู้ได้ทันทีว่าเราควรเทใจให้ฝั่งไหนดี

สิ่งที่เหมือนกันของ “สินเชื่อส่วนบุคคล” กับ “บัตรกดเงินสด” นั้นก็คือต่างเป็นการกู้(ยืม)เงินจากสถาบันการเงินหรือธนาคาร ที่ต่างมีอัตราดอกเบี้ยด้วยกันทั้งคู่

ส่วนข้อแตกต่างของ“สินเชื่อส่วนบุคคล” กับ “บัตรกดเงินสด” เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น เรามาดูกันเป็นข้อๆ ให้เห็นกันหมัดต่อหมัดไปเลยดีกว่า

หัวข้อ สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรกดเงินสด
วงเงินที่ได้ อนุมัติวงเงินสูงสุด 5 เท่าของเงินเดือน อนุมัติเงินได้มากกว่าเงินเดือนไม่มากนัก
ช่องทางการได้รับเงิน โอนผ่านATM แต่ได้รับเงินทั้งก้อนทันทีที่อนุมัติ สามารถกดเงินผ่าน ATM ได้เท่าที่ต้องการแต่ไม่เกินวงเงินอนุมัติ
อัตราดอกเบี้ย คิดดอกเบี้ยจากเงินทั้งก้อนที่ได้รับการอนุมัติแบบลดต้นลดดอก คิดอัตราดอกเบี้ยตามจำนวนเงินที่กด แบบลดต้นลดดอก
ระยะเวลาการผ่อนชำระ มีระยะเวลาการผ่อนชำระที่ชัดเจนและจำนวนเงินเท่ากันทุกเดือน มีระยะเวลาการผ่อนชำระที่ชัดเจนและจำนวนเงินเท่ากันทุกเดือน แต่สามารถแบ่งจ่ายขั้นต่ำได้

เมื่อดูตามตารางข้างต้นแล้ว เพื่อนๆ จะเห็นภาพมากขึ้นว่าตนเองเหมาะกับการขอสินเชื่อแบบไหน แต่ช้าก่อน…. “สินเชื่อส่วนบุคคล” ยังมีข้อเด่นที่ “บัตรกดเงินสด” ไม่มีอีก มาดูกัน!!

บัตรกดเงินสด ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ากดเงินสด แปลว่าเราอยากกดเท่าไหร่ ตอนไหนก็ได้ ถ้าไม่เกินวงเงินที่ได้รับการอนุมัติ เวลาใช้คืนถ้ามีเงินก้อนก็โปะๆๆๆ แต่ถ้าไม่มีล่ะ?….การผ่อนขั้นต่ำนี่แหละปัญหาใหญ่ของคนที่อาจจะไม่ค่อยมีวินัยทางการเงิน ขอผ่อนขั้นต่ำไปเรื่อยๆ ดอกเบี้ยก็เพิ่มขึ้น…ที่นี้แหละเป็นหนี้หัวโตไม่รู้ตัว

อีกช่องโหว่ที่เป็นข้อเสียของคนที่ไม่ค่อยมีวินัยทางการเงินนั่นก็คือ เมื่อเราจ่ายหนี้บัตรกดเงินสดไปแล้ว วงเงินที่เรากดได้ก็จะเพิ่มขึ้น เช่น หากเรามีวงเงินอนุมัติอยู่ที่ 40,000 บาท แล้วเรากดเงินสดมาใช้สัก 30,000 บาท พอเราใช้หนี้ไปสัก 20,000 บาท เราก็จะสามารถกดเงินได้อีก 20,000 บาท ซึ่งถ้าเราใช้วงจรแบบนี้ไปเรื่อยๆ หนี้ก็จะไม่จบไม่สิ้นสักที

แต่หากเราขอ “สินเชื่อส่วนบุคคล” จะไม่มีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นเด็ดขาด ไม่ว่าจะเหลวไหลสักแค่ไหน นั่นก็เพราะ “สินเชื่อส่วนบุคคล” จะจ่ายเงินเราทั้งก้อนผ่านการโอนเงิน โดยการผ่อนชำระจะหารเฉลี่ยเท่ากันทุกเดือน ไม่มีการจ่ายแค่ขั้นต่ำ การจ่ายเงินเท่ากันทุกเดือน และที่สำคัญคือไม่มีการขอเพิ่มวงเงินหรือได้รับสินเชื่อก้อนใหม่ หากยังใช้หนี้ก้อนเก่าไม่หมด

ในส่วนของ “อัตราดอกเบี้ย” สำหรับ “สินเชื่อส่วนบุคคล” นั้นมีดอกเบี้ยก็ถูกกว่า “บัตรกดเงินสด” อย่างแน่นอน และ การยื่นของสินเชื่อส่วนบุคคลนั้นก็ไม่จำเป็นต้องมี “ผู้ค้ำประกัน” ด้วย


สินเชื่อบุคคล

ขอสินเชื่อบุคคลดีกว่ากู้เงินนอกระบบยังไง?

ขอสินเชื่อบุคคลดีกว่ากู้เงินนอกระบบยังไง?

ไม่ว่าจะในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคืองหรือเฟื่องฟู สถานการณ์ที่เรียกว่า “เงินช็อต” “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” “เงินขาดมือ” มันก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหละ อาจจะเป็นเพราะรายรับมันน้อยกว่ารายจ่ายเป็นปกติ หรือดันเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินกะทันหัน อย่างเจ็บป่วย อุบัติเหตุ หรืออาจจะมีโครงการจะลงทุนต่อยอดธุรกิจต่างๆ ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อเงินที่มีอยู่ทั้งนั้น

ก็ในเมื่อเงินมันไม่พอก็ต้องหาเพิ่มใช่หรือไม่?

แล้วจะมีทางไหนที่จะทำให้ได้เงินมาอย่างรวดเร็วล่ะ?

“กู้เงิน” คงเป็นคำตอบอันดับแรกๆ ของใครหลายๆ คนเลยแหละ

แต่เงินกู้มันก็ทั้งในระบบและนอกระบบ เรามาดูข้อดี-ข้อเสียเพื่อจะได้ตัดสินใจว่าจะกู้เงินแบบไหนกันดีกว่า

ข้อดีของเงินกู้นอกระบบ

– มีความคล่องตัว กู้ได้ง่าย ได้เงินรวดเร็วทันใจ
– ไม่ต้องใช้สินทรัพย์ในการค้ำประกัน หรือมีผู้ค้ำประกัน คนที่เครดิตไม่ดีก็สามารถกู้ได้
– ไม่มีค่าธรรมเนียมในการขอกู้เงิน
– ไม่ต้องเตรียมเอกสารในการกู้- ไม่ต้องรอการอนุมัติ

ข้อเสียของเงินกู้นอกระบบ

– ดอกเบี้ยแพง ไม่เป็นธรรม เพราะเจ้าของเงินกำหนดดอกเบี้ยตามใจตัวเอง ไม่ได้อิงตามกฎหมาย
– การทวงหนี้แบบโหด อาจเป็นการรบกวนในยามวิกาล ทำให้ลูกหนี้อับอาย หรืออาจจะข่มขู่และทำร้ายร่างกายซึ่งเป็นอันตรายกับลูกหนี้

ข้อดีการขอสินเชื่อบุคคล

– ดอกเบี้ยถูกและเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด มีเอกสารและหลักฐานที่สามารถตรวจสอบอ้างอิงได้
– มี พ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับการติดตามทวงถามหนี้สินซึ่งออกมาเพื่อรักษาสิทธิ์และเสรีภาพของลูกหนี้ ซึ่งลูกหนี้จะไม่เป็นอันตราย

ข้อเสียการขอสินเชื่อบุคคล

– อนุมัติยาก เพราะธนาคารหรือสถาบันการเงินจะต้องตรวจสอบรายละเอียดต่างๆ ทั้งความเสี่ยง ประวัติการชำระหนี้ของลูกหนี้ หากมีประวัติไม่ดี ก็อนุมัติยาก
– รออนุมัตินาน เพราะต้องใช้เวลาในการตรวจสอบหลายด้าน หลายขั้นตอน กว่าจะจบกระบวนการจึงใช้เวลามาก
– มีค่าธรรมเนียมแอบแฝง เช่น ค่าติดตามทวงถามหนี้ ซึ่งลูกหนี้จะต้องศึกษารายละเอียดด้วยตัวเองดีๆ
– มีการพ่วงบริการอื่นๆ ที่เพิ่มรายจ่าย แต่ไม่มีความจำเป็น เช่น สมัครทำประกันชีวิตกับสถาบันการเงินหรือธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อ


เงินหมด

ชีวิตสะดุด เงินหมด ทำไงดี

ชีวิตสะดุด เงินหมด ทำไงดี

“เงินหมด” กับสภาพเศรษฐกิจสมัยนี้เป็นสิ่งที่เพื่อนๆ หลายคนอาจประสบปัญหากันอยู่หรือค่าครองชีพสวนทางกับรายได้  เพราะชีวิตของคนเรามีความจำเป็นในเรื่องต่างๆ แตกต่างกัน เมื่อรายได้ไม่พอกับรายจ่าย เงินไม่พอใช้ ก็เกิดชีวิตสะดุด กลายเป็นปัญหาใหญ่ในชีวิตขึ้นมา

แต่เพื่อนๆ อย่าเพิ่งเครียดจนเกินไป ปัญหาทางการเงิน อาการชักหน้าไม่ถึงหลังของเพื่อนๆ ยังพอมีทางออก ลองมาดูวิธีการจัดการปัญหาเงินหมดจนทำชีวิตสะดุดกัน แล้วจะรู้ว่าแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อยู่ไม่ไกลเกินไป

1. ทำใจยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้น
ข้อนี้อาจฟังดูไม่ใช่ทางแก้ปัญหา แต่หากเพื่อนๆ ยอมรับได้ว่าการเงินของตัวเองกำลังมีปัญหาและสามารถวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้เงินไม่พอใช้ได้ ก็จะทำให้หาทางแก้ปัญหาได้นั่นเอง

2. สร้างรายได้ให้มากขึ้น
หากเพื่อนๆ รู้ว่าการเงินมีปัญหา จะใส่ชุดนักศึกษาไปพึ่งพาใครก็ไม่ได้ เลยต้องพึ่งตัวเองไปก่อน เมื่อรายจ่ายมากกว่ารายได้ ทางออกง่ายๆ ก็เห็นจะเป็นการหาทางสร้างรายได้ เพิ่มช่องทางหาเงินให้มากขึ้น

3. ปรับตัว ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
ถึงจะเกริ่นไปตอนต้นว่าความจำเป็นในชีวิตของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน บางคนอาจจำเป็นต้องซื้อเสื้อผ้าบ่อยๆ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในหน้าที่การงาน บางคนอาจต้องขับรถไปทำงานเพราะบริการขนส่งสาธารณะไม่อำนวยความสะดวกมากพอ

แต่…หากเพื่อนๆ ลองพิจารณาดูดีๆ อาจจะพบทางออกที่ช่วยตัดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้ตัวเองโดยไม่รู้ตัว เช่น คนที่ต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่บ่อยๆ อาจเปลี่ยนวิธีมาเป็นนำชุดที่มีอยู่มาปรับเปลี่ยน Mix & Match จนได้ชุดใหม่ก็ไม่ต้องเสียเงิน หรือคนที่ต้องขับรถไปทำงานอาจลองตื่นเช้ามากขึ้นเพื่อจะได้ใช้บริการขนส่งสาธารณะได้ เป็นต้น

4. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย
อย่างที่บอกไปในข้อก่อนๆ ว่าเราต้องยอมรับก่อนว่าเรามีปัญหาและควรตัดค่าใช้จ่ายที่คิดว่าไม่จำเป็น แต่บางครั้งเพื่อนๆ อาจจะมองไม่ออกว่าเงินที่เสียไปโดยไม่จำเป็นนั้นเสียไปกับอะไรบ้าง ดังนั้นการทำบัญชีรายรับรายจ่าย จะทำให้เพื่อนๆ เห็นภาพชัดขึ้นมาเงินที่หายไปโดยไม่จำเป็นนั้นที่แท้จำเป็นจริงหรือไม่ ตัดออกได้รึเปล่า


To take one example,, Math academics might want to contemplate increasing the amount of learners who is able to match the targets for fundamental algebraic rules.

You'll never must change to various other article writing support. When writing a reflective article, only like other forms of essays, be certain it is properly prepared to carry through the guidelines. With regard to creating documents, getting a stiff text structure is critical. A trustworthy essay writing service. The very best article authors are here so that you can help you with all your nursing duties that you simply spot hard to control.Read more


Hello World

Hello, World! This is my first WordPress publication...