Uncategorized

10 ข้อควรจำ ทำธุรกรรมบนอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย

10 ข้อควรจำ ทำธุรกรรมบนอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย

ยุคนี้ใครๆ ก็ทำธุรกรรม ทั้งจ่ายบิล จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต โอนเงิน เช็คยอดเงิน ขอสินเชื่อ ซื้อ/ขายหน่วยลงทุน  ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต แอพพลิเคชั่น อย่างสมาร์ทโฟน หน้าจอคอมพิวเตอร์ แทนการต้องออกไปนั่งรอต่อคิวที่เคาน์เตอร์ธนาคารกันแล้ว ด้วยความสะดวกรวดเร็ว ทำธุรกรรมได้ทุกที่ทุกเวลา ง่ายและใช้เวลาเพียงไม่นาน

แต่ถึงแม้ธนาคารหรือแอพพลิเคชั่นต่างๆ จะมีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บัญชีของผู้ใช้งานปลอดภัยจากการโดนแฮกของพวกมิจฉาชีพในโลกออนไลน์ แต่ผู้ใช้งานเองก็ควรมีความระมัดระวังในการทำธุรกรรมบนอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยด้วย เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลและจำนวนเงินในบัญชีของคุณ วันนี้เราจะมานำเสนอทริค 10 ข้อ เพื่อการทำธุรกรรมผ่านระบบอินเตอร์เน็ตอย่างปลอดภัยมาฝากกันค่ะ

  1.   ใช้งานบนอุปกรณ์ส่วนตัว

ควรใช้งานผ่านโน้ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือของตัวเอง เพราะการใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์สาธารณะ อินเทอร์เน็ตคาเฟ่หรือตามล็อบบี้เล้าจน์ อาจมีผู้ไม่หวังดีลงโปรแกรม Key Logger เพื่อดักจับการพิมพ์ของคุณ แล้วเข้าไปขโมยพาสเวิร์ด ข้อมูลส่วนตัวของคุณได้

  1.   ไม่ควรใช้งานผ่านระบบ Wi-Fi สาธารณะ

ในบางครั้งอินเทอร์เน็ตสาธารณะก็มีความเสี่ยงถูกแฮกเกอร์ดักถอดหรัส SSL เพื่อขโมยข้อมูล ด้วยวิธีเปิด access point ปลอม เพื่อให้เข้าไปใช้ wi-fi ฟรี ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยควรใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่าน wi-fi ที่เชื่อถือได้ อย่างที่บ้าน ที่ทำงาน หรือผ่านระบบมือถือของตนเองจะดีกว่า

ขอบคุณรูปภาพ : https://unsplash.com/photos/w4E2l5bimhE

  1.   พิมพ์ชื่อเว็บไซต์เอง

เมื่อใดที่เราใช้งานผ่านระบบ Web Browser ไม่ควรใช้ Google ในการหาชื่อเว็บไซต์ เพราะอาจมีการสร้างเว็บไซต์ปลอมที่มีชื่อใกล้เคียงกับที่เรากำลังค้นหา หรือ อาจมีการเปลี่ยนนามสกุลของเว็บใหม่ เช่น จาก .com เป็น .co หากเรารีบๆ ไม่ดูให้ละเอียด คลิ๊กเข้าไปก็อาจถูกขโมยข้อมูลได้

  1.   เข้าเว็บไซต์ที่ขึ้นต้นด้วย https เท่านั้น

สังเกตทุกครั้งหากเป็นเว็บไซต์ที่ปลอดภัย ช่อง URL ของชื่อเว็บ จะต้องนำหน้าด้วย https:// (ตัว s ที่ต่อท้าย http คือคำว่า security) และมีรูปแม่กุญแจด้วยเสมอ

  1.   ตั้งรหัสผ่านให้ปลอดภัย

อย่าตั้งรหัสผ่านแบบง่ายๆ อย่าง ตัวเลข/ตัวอักษรเรียงกัน วันเดือนปีเกิด การตั้งรหัสผ่านที่ปลอดภัย ควรประกอบไปด้วยตัวอักษรทั้งพิมพ์เล็กและพิมพ์ใหญ่ ตัวเลข และอักขระพิเศษ เช่น !@#$&* ผสมกัน และควรเปลี่ยนพาสเวิร์ดใหม่ทุกๆ 3 เดือน

  1.   สมัคร SMS แจ้งเตือน

สมัครไว้ไม่เสียหลาย แค่เดือนละไม่ถึง 20 บาท คุณจะได้รู้เวลามีเงินเข้า-ออก เมื่อบัญชีของคุณมีความเคลื่อนไหวผิดปกติ คุณจะได้รู้ทันที และหมั่นตรวจสอบบัญชีอย่างสม่ำเสมอ หากมีสิ่งผิดปกติจะได้รีบแก้ไขได้ทัน

  1.   ระบบแจ้งเตือนผ่าน E-mail

ปัจจุบันนี้ธนาคารส่วนใหญ่จะมีบริการแจ้งเตือนความเคลื่อนไหวบัญชีของคุณผ่านอีเมลที่คุณลงทะเบียนไว้ตอนสมัครใช้งานครั้งแรก เมื่อมีอีเมลเข้าคุณควรรีบเช็คทันที ซึ่งข้อมูลที่แจ้งในอีเมลนี้จะละเอียดกว่าใน SMS เพราะจะมีการะบุชัดเจนว่า เงินถูกโอนไปยังบัญชีชื่อใคร เมื่อไหร่ เป็นต้น

ขอบคุณรูปภาพ : https://unsplash.com/photos/FPt10LXK0cg

  1.   Log Out ทุกครั้งเมื่อเลิกใช้งาน

เมื่อเลิกใช้งานแล้ว จะต้อง Log Out ทุกครั้งให้เป็นนิสัย ไม่ว่าจะเป็นในเว็บไซต์หรือแอพลิเคชั่น เพื่อป้องกันการถูก Hijacked

  1.   ติดตั้งโปรแกรม Antivirus

การติดตั้งโปรแกรม Antivirus หรือ Spyware ไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้อีกระดับนึง และก็ควรอัพเดทเวอร์ชั่นอย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ

  1.   อย่าหลงเชื่ออีเมลปลอม

ทุกธนาคารไม่มีนโยบายแจ้งเตือนอีเมลในลักษณะ ส่ง Link มาให้คุณรีบ Log-in บัญชี มิฉะนั้นบัญชีจะถูกระงับใช้ หากคุณได้รับอีเมลในลักษณะนี้ อย่าหลงเชื่อและห้ามคลิดลิ้งก์โดยเด็ดขาด


เงินประกันสังคมที่จ่ายไป คุณรู้มั๊ยจะได้คืนหลังเกษียณ

เงินประกันสังคมที่จ่ายไป คุณรู้มั๊ยจะได้คืนหลังเกษียณ

หลายคนอาจบ่นโอดโอยที่ต้องถูกหักเงินประกันสังคมทุกเดือนๆ ละ 750 บาท โรงพยาบาลที่เลือกไว้ก็ไม่ได้ไปใช้สิทธิ์รักษา อยากเลิกส่งประกันสังคมใจจะขาด !!!!!!!

หยุดความคิดนั้นของคุณไปเลยค่ะ คุณรู้รึป่าวว่าประกันสังคมที่ถูกหักไปนั้นเป็นประโยชน์กับตัวเรามากเลยนะ สิทธิประโยชน์ที่คุณจะได้รับไม่ได้มีแค่รักษาอาการเจ็บป่วยเท่านั้นนะ แต่ยังรวมถึงกรณีทุพพลภาพ คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ว่างงานหรือเสียชีวิต และที่สำคัญที่สุดคือ ในกรณีเกษียณอายุ (55 ปี) คุณยังจะได้รับเงินคืนในรูปเงินบำเหน็จ(เงินก้อน) หรือเงินบำนาญ(เงินรายเดือน) อีกด้วยนะคะ

วันนี้เราจะมาดูกันว่าเงิน 750 บาท ที่ถูกหักไปทุกเดือนนั้น นำไปทำอะไรบ้าง แล้วเงินเกษียณที่คุณจะได้คืนนั้นจะได้รับเมื่อไหร่ อย่างไร

  • 750 บาท แบ่งไปไหนบ้าง

เงินส่วนนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 (1.5%) สำนักงานประกันสังคมนำไปประกันการเจ็บป่วยเมื่อเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล หรือ เสียชีวิต ส่วนที่ 2 (0.5%) สำรองไว้กรณีว่างงาน และส่วนที่ 3 (3%) จะเก็บไว้ในส่วนประกันชราภาพหรือเงินหลังเกษียณนั่นเอง

ขอบคุณรูปภาพ : https://unsplash.com/photos/-8a5eJ1-mmQ

แบบที่ 1  ส่งเงินประกันสังคมเกิน 180 เดือน (15 ปี) และมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ เมื่อความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง จะได้รับเงินรายเดือนใช้ตลอดชีวิต  ซึ่งจำนวนเงินที่จะได้รับในแต่ละเดือนจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ  และ ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย(สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท)

–    ถ้าจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน หรือ 15 ปีพอดี จะได้บำนาญรายเดือน 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย(ไม่เกิน 15,000 บาท)  หรือเท่ากับ 3,000 บาท/เดือน

–    ถ้าจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน จะได้รับเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อ 1 ปี  เช่น ถ้าคุณจ่ายเงินสมทบ 20 ปี จะได้รับเงิน 4,125 บาท/เดือน (27.5% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย) , จ่าย 30 ปี จะได้รับเงิน 6,375 บาท/เดือน (42.5% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย) , จ่าย 35 ปี จะได้รับเงิน 7,500 บาท/เดือน (50% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย)

แบบที่ 2  จ่ายเงินสมทบมากกว่า 12 เดือน แต่ไม่เกิน 180 เดือน(5 ปี) และมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ เมื่อความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง จะได้รับเงินบำเหน็จ (เงินก้อนครั้งเดียว) เท่ากับจำนวนเงินสมทบของตนเอง + เงินสมทบในส่วนของนายจ้างและรัฐบาล + ผลประโยชน์ตอบแทน เช่น ถ้าคุณจ่าย 10 ปี จะได้รับเงินก้อนประมาณ 180,000 บาท (เงินสบทบรายปีที่ผู้ประกันตนจ่ายไปทั้งหมด 90,000 บาท (9,000/ปี x 10)  + เงินสมทบจากนายจ้างและรัฐ 90,000 บาท (9,000/ปี x 10) + ดอกเบี้ยที่ได้จากประกันสังคมประจำปีนั้น)

แบบที่ 3   จ่ายเงินสมทบไม่ถึง 12 เดือนและมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ เมื่อความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง จะได้รับเงินบำเหน็จ (เงินก้อนครั้งเดียว) เท่ากับจำนวนเงินที่จ่ายสมทบกองทุนประกันสังคม เช่น จ่ายเงินประกันสังคม 10 เดือนๆ ละ 750 บาท จะได้รับเงินคืน 7,500 บาท

ขอบคุณรูปภาพ : https://unsplash.com/photos/otrLkextF2c

เห็นรึยังคะ ว่าเงินประกันสังคมที่คุณจ่ายไปเท่าไหร่เมื่อถึงวัยเกษียณคุณก็จะได้กลับมาเท่ากันหรือมากกว่าจำนวนที่คุณจ่ายไปซะอีก มีแต่ได้กับได้เห็นๆ แต่ต้องอย่าลืมนะคะว่า เมื่อคุณจะทำเรื่องขอคืนเงินออมชราภาพ จะต้องยื่นเรื่องให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปีหลังจากเกษียณ และห้ามให้เกินแม้แต่วันเดียว ไม่เช่นนั้นจะถูกตัดสิทธิ์อย่างถาวร หากคุณมีข้อสงสัยก็สามารถสิบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนประกันสังคม 1506 ตลอด 24 ชั่วโมงเลยค่ะ


เครดิตบูโร...นั้นสำคัญไฉน

เครดิตบูโร…นั้นสำคัญไฉน

เครดิตบูโร คำฮิตสำหรับผู้ขอสินเชื่อ ยื่นกู้ สมัครบัตรเครดิตคงจะได้ได้ยินกันจนคุ้นหู แล้วคุณรู้หรือไม่ว่า เครดิตบูโรนี้คืออะไร และถ้าติดแบล็คลิส เครดิตบูโรแล้วจะต้องทำอย่างไร เพื่อให้การยื่นทำธุรกรรมต่างๆ กับธนาคารผ่านไปได้ด้วยดี

เครดิตบูโร คืออะไร

เครดิตบูโร (Credit Bureau) คือ การรายงานข้อมูลเครดิต ผ่านฐานข้อมูลขององค์กรกลางที่เรียกว่า บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB : National Credit Bureau)  ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจให้บริการเกี่ยวกับการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้ภายใต้กฎหมาย พรบ. การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545

โดยจะรวบรวมข้อมูลส่วนตัวของผู้ขอสินเชื่อ (ชื่อ ที่อยู่ เพศ อายุ อาชีพ สัญชาติ เป็นต้น) และ ข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีสินเชื่อ (สถาบันผู้ให้สินเชื่อ วงเงินอนุมัติเงินกู้ ข้อมูลการผิดนัดชำระหนี้ เป็นต้น) ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สถาบันและธนาคารต่างๆ จะนำไปใช้ประเมินความเสี่ยงในการอนุมัติสินเชื่อหรือวงเงินเครดิตแก่บุคคล เพื่อป้องกันความเสียหายจากการผิดนัดชำระหนี้หรือหนี้สูญ

ขอบคุณรูปภาพ : https://unsplash.com/photos/UnPhQSAVbdk

แบล็กลิสต์ เครดิตบูโร

เมื่อผู้ขอสินเชื่อผิดนัดชำระหนี้ตามวันเวลาที่กำหนด ตั้งแต่งวดแรกหรือ 30 วันขึ้นไป ก็จะถูกบันทึกประวัติหนี้เสีย หรือติดแบล็คลิสต์แล้ว ซึ่งถ้าไม่สามารถผ่อนจ่ายชำระหนี้ได้ภายในระยะเวลาตั้งแต่ 60 วันขึ้นไป ทางสถาบันการเงินจะให้โอกาสคุณในการปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการให้ระยะเวลาเพิ่มหรือลดเงินต้นลง รวมถึงจัดระเบียบการผ่อนชำระใหม่ (ขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบันการเงิน) แต่ถ้าไม่มีความสามารถที่จะชำระหนี้ได้ สถาบันการเงินจะออกเอกสารทวงถามและเข้าสู่การฟ้องร้องในศาลในที่สุด

ประวัติแบล็กลิส เครดิตบูโรมีผลกี่ปี

ประวัติหนี้ค้างชำระจะคงอยู่ในฐานข้อมูล 3 ปี ถึงแม้ว่าผู้ขอสินเชื่อจะชำระยอดคงค้างหมดเรียบร้อยแล้ว แต่ประวัติการผิดนัดชำระหนี้ในงวดนั้นๆ ก็จะยังคงถูกแสดงอยู่ในตารางการชำระหนี้ต่อ

ติดแบล็กลิสต์ เครดิตบูโร จะขอสินเชื่อได้อีกหรือไม่

คำตอบนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละธนาคารหรือสถาบันการเงิน อย่างเช่น สถาบันการเงินบางแห่งอาจมีนโยบายชัดเจนว่าไม่ปล่อยกู้ให้กับผู้ติดเครดิตบูโรเลย หรือ บางแห่งเช็คข้อมูลเครดิตบูโรย้อนหลังเพียง 6 เดือน 1 ปี  3 ปี หรือบางแห่งอาจจะอนุมัติทั้งที่ติดแบล็กลิสต์ เครดิตบูโร โดยอาศัยปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น หลักประกัน รายได้ต่อเดือน ผู้ค้ำประกัน เป็นต้น

สามารถเช็คเครดิตบูโรด้วยตนเองได้หรือไม่

ทำได้  ผ่านทางบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติโดยตรง หรือผ่านธนาคารต่างๆ และอีกหลายช่องทางที่บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติเตรียมไว้เพื่อความสะดวกแก่ผู้ขอข้อมูล ซึ่งใช้เวลาเพียงแค่ 15 นาที เสียค่าบริการ 100 บาท สามารถติดต่อได้ที่  สถานีรถไฟฟ้า BTS ศาลาแดง, ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่(ธอส.) อาคาร 2 ชั้น 2, ศูนย์การค้าเมกา บางนา, อาคารกลาสเฮ้าส์ สุขุมวิท 25 เป็นต้น

คงทราบกันแล้วนะคะว่าเครดิตบูโรนั้นสำคัญยังไง ท้ายนี้เรามีข้อแนะนำที่จะทำให้คุณหมดกังวลกับเรื่องเครดิตบูโร นั่นคือ การจ่ายชำระหนี้ให้ตรงตามกำหนดเวลา หยุดการสร้างหนี้ที่ไม่เป็น ปิดบัตรเครดิตใบที่ไม่จำเป็น เพราะยิ่งคุณมีบัตรเครดิตมาก ทางสถาบันการเงินจะมองว่าคุณมีแนวโน้มที่จะก่อนหนี้มากขึ้นกว่าเดิม และสุดท้ายคือ การใช้เงินอย่างระมัดระวัง


จ่ายหนี้ไม่ไหว ทำอย่างไรดี

จ่ายหนี้ไม่ไหว ทำอย่างไรดี

หนี้พอกพูน หันไปทางไหนก็ไม่เห็นหนทางจะหาเงินมาผ่อนจ่าย  เหตุการณ์แบบนี้คงเกิดกับหลายคนอยู่ แต่อย่าเพิ่งท้อแท้ ทุกปัญหาในโลกนี้มีทางออก เรามาค่อยๆ แก้ทีละขั้นกันค่ะ รับรองได้ว่าถ้าทำตามนี้อีกไม่กี่ปีหนี้ของคุณก็จะค่อยๆ ลดลงและหมดไปในที่สุด

ขั้นที่ 1

สำรวจ ปรับ เปลี่ยนการพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเอง โดยการ

–   ไม่ก่อหนี้เพิ่ม เพื่อเป็นการหยุดไม่ให้จำนวนเงินต้นและดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

–   ลด ละ เลิกรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือย ไม่จำเป็น เช่น ท่องเที่ยว ปาร์ตี้ เหล้า บุหรี่ ช้อปปิ้ง

–   หารายได้เสริม เพื่อเพิ่มรายรับอีกทาง

–   ไม่ควรหนีเจ้าหนี้ หาทางพูดคุยเพื่อบอกปัญหาของเราให้เจ้าหนี้รับทราบ เพื่อไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายมาก  ขึ้น

ขอบคุณรูปภาพ : https://unsplash.com/photos/MJSFNZ8BAXw

ขั้นที่ 2

จัดการกับหนี้ก้อนโตที่เหลือ ขั้นตอนนี้คุณจะต้องมานั่งสำรวจดูแล้วว่า จำนวนหนี้ที่คุณมีอยู่เหมาะจะแก้ปัญหาด้วยวิธีใด

–      การรีไฟแนนซ์​

คือ การ “เปลี่ยนเจ้าหนี้” หรือไถ่ถอนหนี้จากผู้ให้สินเชื่อเจ้าเดิม เพื่อมาขอกู้กับผู้ให้สินเชื่อเจ้าใหม่แทน ซึ่งเหตุผลในการรีไฟแนนซ์ก็คือ ผู้ให้สินเชื่อมักให้ดอกเบี้ยต่ำในช่วงปีแรกๆ หลังจากนั้นดอกเบี้ยก็จะสูงขึ้น ดังนั้นการรีไฟแนนซ์เพื่อมาขอสินเชื่อกับที่ใหม่ คุณก็จะได้อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงหรือมีข้อเสนออื่นๆ ที่เป็นประโยชน์กับตัวคุณเองมากขึ้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก่อนที่คุณจะตัดสินใจรีไฟแนนซ์ใหม่ ก็ขอให้คุณเปรียบเทียบดูให้ดีว่า จำนวนเงินที่ประหยัดได้จากดอกเบี้ยที่ลดลง มากกว่าหรือน้อยกว่าค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการที่ต้องเริ่มขั้นตอนการขอสินเชื่อใหม่ทั้งหมด เพราะในการรีไฟแนนซ์จะต้องมีค่าใช้จ่ายหลายอย่าง ทั้งการประเมินมูลค่าหลักประกัน ค่าจดจำนองหลักประกัน  ค่าทำประกัน และค่าปรับให้แก่เจ้าหนี้เก่า ในกรณีที่ยุติการกู้ก่อนระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา

–      การปรับปรุงโครงสร้างหนี้

การปรับปรุงโครงสร้างหนี้จะเกิดขึ้นเมื่อลูกหนี้ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามสัญญาเงินกู้เดิม ลูกหนี้จึงประสงค์ที่จะขอผ่อนปรนการชำระหนี้กับสถาบันการเงินตามความสามารถ โดยสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้จะเป็นไปในลักษณะ การลดอัตราดอกเบี้ย หรือเพิ่มระยะเวลาการชำระหนี้

ดังนั้นในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ คุณควรชี้แจงสาเหตุหรือปัญหาที่ทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามความเป็นจริง เพื่อให้สถาบันการเงินนำข้อมูลที่เป็นประเด็นปัญหาไปประกอบการพิจารณาอนุมัติการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และเมื่อได้รับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้ว ก็ไม่ควรผิดนัดชำระอีก เพื่อให้ไม่เป็นการเสียประวัติ

ได้รู้วิธีแก้หนี้กันไปแล้ว ก็ขอให้คุณโชคดีและหมดหนี้ในเร็ววันกันนะคะ


ทริปเที่ยวต่างประเทศ ใช้เงินสดหรือบัตรเครดิต ดีกว่ากัน ???

ทริปเที่ยวต่างประเทศ ใช้เงินสดหรือบัตรเครดิต ดีกว่ากัน ???

นักเที่ยวนักช้อปทั้งหลายเคยสงสัยกันมั๊ยคะ ว่าเวลาเรามีทริปเที่ยวต่างประเทศจะใช้จ่ายเงินแบบไหนดี ระหว่าง เงินสด บัตรเดบิต หรือบัตรเครดิตดี … ขอแนะนำว่า ใช้ได้ทุกแบบเลยนั่นแหละค่ะ เพราะแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันออกไปตามแต่สถานการณ์การใช้จ่ายของคุณ

  • เงินสด

ข้อดี :  แน่นอนว่าพกเงินสดอุ่นใจที่สุด เข้าออกร้านไหนก็ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าเค้าจะรับบัตรเครดิตรึเปล่า ยิ่งถ้าคุณออกไปเที่ยวแถบชานเมืองหรือป่าเขา แน่นอนว่าเครื่องรูดบัตรไม่ต้องพูดถึงไม่มีอย่างแน่นอน แถมถ้าคุณแลกเงินสดจากแหล่งแลกเงินในประเทศที่ให้อัตราแลกเปลี่ยนถูกกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ก็จะยิ่งได้เรทดีขึ้นไปอีก

ข้อเสีย :  พกเงินทีละมากๆ ก็เสี่ยงต่อการโจรกรรม ทำหายก็อาจมีนั่งน้ำตาตกได้ หรือถ้าคุณไปแลกที่ต่างประเทศอัตราแลกเปลี่ยนก็จะสูงกว่า และอาจมีค่าธรรมเนียมตามมาอีกต่อ

ขอบคุณรูปภาพ : https://unsplash.com/photos/lRssALOk1fU

  • บัตรเครดิต

ข้อดี :  เหมาะกับนักช้อปที่ซื้อของที่ราคาสูงมากๆ อย่าง แบรนด์เนมทั้งหลาย สะดวกสบาย ยื่นบัตร-รูด-เซ็นชื่อ-รับของ ก็จบขั้นตอน แถมปัจจุบันธนาคารต่างๆ ยังออกแคมเปญบัตรเครดิตที่มีสิทธิพิเศษสำหรับใช้ในประเทศต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก รูดที่ไหนได้ส่วนลดที่นั่น รับแต้มรับพ้อยต์พิเศษอีก เข้าทางนักช้อปเป็นที่สุด

ข้อเสีย :  จำนวนเงินที่ต้องชำระคืนสูงกว่าการใช้เงินสด เนื่องจากวิธีคิดค่าใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ธนาคารเจ้าของบัตรจะคิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่คุณใช้บัตร โดยเปลี่ยนจากสกุลเงินในประเทศที่คุณไปรูดใช้เป็นสกุลดอลลาร์แล้วจึงเปลี่ยนเป็นสกุลเงินไทย และบวกค่าธรรมเนียมความเสี่ยง(ค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงิน) ก็จะได้เป็นจำนวนเงินที่ต้องชำระกับธนาคาร

*อย่าลืมติดต่อธนาคารเจ้าของบัตร เพื่อเปิดใช้งานที่ต่างประเทศก่อนนะคะ ไม่อย่างนั้นบัตรของคุณอาจจะใช้งานไม่ได้ เนื่องด้วยระบบรักษาความปลอดภัยของตัวบัตร   

  • บัตรเดบิต / บัตรเอทีเอ็ม

ข้อดี : สะดวกสบาย สามารถใช้ได้ทั้งแบบรูดและกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม และใช้ได้ตามเมืองหลวงและสนามบินทั่วไป แถมทริปนี้ของคุณก็จะไม่มีงบบานปลาย เพราะวงเงินจำกัดไว้เท่ากับจำนวนเงินฝากจริงที่คุณมีอยู่

ข้อเสีย :  ถ้าต้องการกดเงินสด อาจต้องเสียเวลากับการเดินหาตู้กดเงิน (ถ้าใช้บัตรเดบิตแบบวีซ่า ก็ต้องกดจากตู้ที่มีโลโก้ Visa หรือ PLUS) และต้องเสียค่าธรรมเนียมจากการกดเงินสดค่อนข้างสูง

ขอบคุณรูปภาพ : https://unsplash.com/photos/-mNtGIWVDCY

ทราบกันแล้วนะคะว่าการใช้จ่ายแต่ละแบบมีข้อแตกต่าง ข้อดี-ข้อเสียอย่างไรบ้าง ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองล่ะค่ะ ว่าจะเลือกใช้เงินสด บัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตดี


เทรนด์ธุรกิจทำเงินปี 2562

เทรนด์ธุรกิจทำเงินปี 2562

บทความนี้สำหรับผู้ที่สนใจจะลงทุนหรือกำลังมองหาธุรกิจของตัวเองซักอย่างวันนี้ เรามีเทรนด์ธุรกิจทำเงินในปี 2562 มาแนะนำกันค่ะ โดยเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมและยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เผื่อจะเป็นแนวทางให้คุณได้ปิ๊งไอเดียธุรกิจของตัวเอง

  • ธุรกิจการขนส่ง

จากธุรกิจออนไลน์ที่กำลังบูมอย่างถึงขีดสุด แข่งกันลดกระหน่ำกันแทบทุกเว็บไซต์ บวกกับพฤติกรรมการของคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันที่นิยมสั่งสินค้า สั่งอาหาร ส่งของด่วน ผ่านปลายนิ้วแบบง่ายๆ สะดวกสบายหรือบริการจัดส่งสินค้าแบบเร่งด่วนที่ให้บริการแบบไม่มีวันหยุด ซึ่งจุดเด่นที่สำคัญที่สุดของบริการเหล่านี้คือ ความรวดเร็ว ที่ทันใจคนในยุคนี้ ทำให้ต้องพึ่งพาธุรกิจขนส่ง แบบ Door to Door กันมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น Kerry Express , SCG Express , Line Man , Lalamove , Now

  • ธุรกิจที่รองรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่

คนรุ่นใหม่ คือ กลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและตัดสินใจซื้อสินค้าในระยะเวลาสั้นและถี่ จึงทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวกับคนรุ่นใหม่น่าจับตามองและมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา รวมถึงเป็นกลุ่มคนที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่าย ร้านไหนดีร้านไหนโดนก็จะแชร์กันอย่างรวดเร็วในโซเชียล จึงไม่ต้องใช้เวลานานในการโปรโมทหรือทำการตลาด  กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวกับไลฟ์สไสต์คนรุ่นใหม่ก็เช่น ร้านอาหาร/ขนมที่มีสไตล์ส่วนตัว บริการซักอบรีด คาร์แคร์ สินค้าเทคโนโลยี เป็นต้น

ขอบคุณรูปภาพ : https://unsplash.com/photos/xDE_p0EXpc8

  • ธุรกิจเกี่ยวกับผู้สูงอายุ

ปัจจุบันจำนวนผู้สูงอายุในบ้านเราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัญหาที่เกิดตามมาคือ ลูกหลานต้องทำงานนอกบ้าน ผู้สูงอายุจึงไม่มีคนดูแลหรือเกิดความเหงาที่ต้องอยู่คนเดียว และในช่วงหลายปีมานี้วัยผู้ใหญ่ที่กำลังจะเข้าสู่วัยสูงอายุเริ่มมีการวางแผนการเงินก่อนเกษียณ จึงทำให้มีกำลังในการจับจ่ายสูงตามไปด้วย ธุรกิจที่น่าสนใจเกี่ยวกับผู้สูงอายุ เช่น สถานดูแลผู้สูงอายุ กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว/ทัวร์เพื่อผู้สูงอายุ เฟอร์นิเจอร์/เครื่องใช้สำหรับผู้สูงอายุ

  • ธุรกิจสุขภาพและความงาม

ยุคที่บุคลิก รูปราง หน้าตาเป็นสิ่งสำคัญ ผู้คนจึงหันมาใส่ใจสุขภาพและความงามกันมากขึ้น ดังนั้นธุรกิจประเภทคลินิกความงาม อาหารสุขภาพ สินค้าออร์แกนิกส์ ฟิตเนส จึงยังได้รับความสนใจในการซื้อสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง และส่วนใหญ่การซื้อจะเป็นแต่ละครั้งจะเป็นจำนวนเงินค่อนข้างสูงและจำนวนมาก เพราะมักเป็นการซื้อแบบยกคอร์ส รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี ยกแพ็กเก็จ


ประกันชีวิตแบบไหนที่เหมาะกับตัวคุณ

ประกันชีวิตแบบไหนที่เหมาะกับตัวคุณ

ประกันชีวิต การลงทุนที่หลายๆ คนสนใจ เพราะประโยชน์ของประกันชีวิตมีทั้งประโยชน์ด้านความคุ้มครอง ฝึกนิสัยการออมเงินอย่างต่อเนื่อง ให้ผลตอบแทนที่ดี และยังนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

        แต่หลายๆ คนก็ยังมีคำถามอยู่ในใจว่า แล้วเราจะนำเงินออมที่มีอยู่ไปซื้อประกันแบบไหนดี? แล้วประกันแบบไหนที่เหมะกับตัวเรา?  ถ้าอย่างนั้นวันนี้เราจะดูกันค่ะ ว่าประกันแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร และมีข้อดีตรงไหน

 

  • แบบชั่วระยะเวลา (Term Life Insurance)

 

ประกันชีวิตที่เน้นความคุ้มครองชีวิตเพียงอย่างเดียว ไม่มีการสะสมทรัพย์รวมอยู่ด้วย เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้วจึงไม่มีเงินคืนใดๆ ให้แก่ผู้เอาประกัน ระยะเวลาความคุ้มครองและการจ่ายเบี้ยเป็นแบบระยะสั้น แบบ 10/5 10/7 หรือ 10/10 จ่ายเบี้ยประกันถูกแต่ได้ทุนประกันสูง ข้อดีคือ สามารถมอบเป็นมรดกให้กับคนข้างหลัง หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับตัวคุณ หมายถึง บริษัทประกันจะจ่าย 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย หากผู้คุณเสียชีวิตภายในระยะเวลาคุ้มครอง

ขอบคุณรูปภาพ : https://unsplash.com/photos/S6MsTyVp6U8

  • แบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance)

เน้นการคุ้มครองชีวิตในระยะยาว โดยจะจ่ายเบี้ยประกันแค่ระยะเวลาหนึ่งแต่คุ้มครองตลอดชีวิต เช่น จ่าย 10 หรือ 15 ปี คุ้มครองถึงอายุ 90 ปี โดยสวนใหญ่ประกันประเภทนี้จะให้ความคุ้มครองถึงอายุ 99 ปี ข้อดีคือ บริษัทประกันจะจ่าย 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยคืน หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตก่อนครบกำหนดสัญญา หรือมีชีวิตอยู่จนครบตามกำหนดสัญญาที่ทำไว้

  • แบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance)

ประกันชีวิตแบบนี้เป็นทั้งการคุ้มครองชีวิตและออมเงินระยะยาวอย่าง15/20/30 ปี โดยให้ผลตอบแทนเป็นเงินจ่ายคืนที่แน่นอน ซึ่งจำนวนเงินที่จ่ายคืนมักจะคิดเป็น % ของทุนประกัน โดยจะจ่ายคืนทุกสิ้นปีกรมธรรม์ หรือเป็นก้อนใหญ่ทีเดียวเมื่อครบสัญญาแล้วแต่ตามข้อตกลงที่ทำกันไว้ ซึ่งประกันแบบนี้มีข้อดีคือได้ผลตอบแทนที่แน่นอน ช่วยฝึกวินัยการออมในระยะยาว และยังมีความคุ้มครองด้านอื่นควบคู่กันไปด้วย เช่น ความคุ้มครองโรคมะเร็ง โรคร้ายของผู้หญิง เป็นต้น

  • แบบบำนาญ (Annuity Insurance)

ประกันชีวิตที่ผู้เอาประกันต้องการรายได้ในยามชราภาพ โดยเน้นการออมในระยะยาวจนถึงเกษียณ และจะได้เงินคืนหลังเกษียณเป็นรายงวดจนถึงอายุ 85 ปี หรือตามข้อตกลงที่ทำไว้ ประกันแบบนี้จะแตกต่างจากการประกันชีวิตแบบอื่นๆ เพราะเน้นการออมทรัพย์ไว้เพื่อใช้จ่ายในยามเกษียณ มากกว่าการคุ้มครองชีวิต ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ต้องการสร้างเงินบำนาญ เพื่อการันตีเงินได้หลังเกษียณโดยที่ไม่ต้องเดือดร้อนลูกหลาน

รู้กันแล้วว่าประกันชีวิตแต่ละแบบมีข่อดีต่างกันอย่างไร คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณล่ะค่ะ ว่าอยากจะวางแพลนการเงินและความคุ้มครองแบบไหนดี


แพลนการเงินก่อนวัยเกษียณ

แพลนการเงินก่อนวัยเกษียณ

เดี๋ยวสิ้นปี แป๊บๆ ปีใหม่ วันเวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว แล้วเราจะไม่แก่ขึ้นเรื่อยๆ ได้ยังไง พอพูดถึงเรื่องความแก่ ความคิดของมนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเราคงหนีไม่พ้น “ชีวิตหลังเกษียณ” ที่บางคนเริ่มแต่อายุ 55 บางคนเริ่มที่อายุ 60  เมื่อถึงวัยเกษียณแน่นอนว่ารายได้ประจำดือนของคุณจะหมดลงอย่างสิ้นเชิง แต่รายจ่ายยังคงมีต่อไปไม่หยุด ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายต่อเดือน  ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช่จ่ายจิปาถะ เช่น ท่องเที่ยว ค่าซ่อมแซมสิ่งของ ของขวัญแจกลูกหลานยามเทศกาล เป็นต้น

แล้ววันนี้คุณได้วางแพลนการเงินก่อนวัยเกษียณไว้แล้วหรือยัง ว่า ณ เวลานั้น คุณจะมีเงินมีทรัพย์สินเพียงพอที่จะไว้ใช้จ่ายยามแก่ได้อย่างสะดวกสบายและไม่มีหนี้สิน

ถ้าคำตอบคือ ยัง อย่างนั้นคุณต้องมาเริ่มวางแพลนกันตั้งแต่วันนี้แล้วล่ะ ก่อนที่จะสายเกินไป

1.เริ่มออมเงิน

จากนี้ไปทุกครั้งที่มีรายรับคุณจงรีบแบ่งอีกส่วนหนึ่งเก็บไว้ ตั้งเป้าไว้เลยว่าก้อนนี้จะเอาไว้ใช้ยามเกษียณ สูตรคำนวณง่ายๆ สำหรับจำนวนเงินที่ควรมีเก็บสำรองไว้คือ ภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือน x 12 เดือน x อายุหลังเกษียณ  เช่น  ถ้าคุณคิดว่าเดือนหนึ่งจะใช้เงินประมาณ 25,000 บาท และคิดว่าตัวเองน่าจะอยู่ถึงอายุ 80 ปี ดังนั้นคุณจะต้องมีเงินออม  25,000 x 12 เดือน x 15 (80 – 55 อายุตอนเกษียณ) = 4.5 ล้านบาท

2. หาช่องทางเพิ่มรายได้แบบ Passive Income

แต่ถ้าบางครั้งคุณคิดว่าการเก็บเงินออมเพียงอย่างเดียวอาจเป็นไปได้ยาก อีกวิธีที่น่าสนใจคือ การหารายได้เพิ่มจากทรัพย์สินสร้างเงิน (Passive Income) พูดง่ายๆ ก็คือ รายรับที่เข้ามาโดยที่คุณอยู่เฉยๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย เช่น คอนโด/บ้านให้เช่า เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ซื้อพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก เป็นต้น

ขอบคุณรูปภาพ : https://unsplash.com/photos/kH3CTCnuD_Y

3. กรมธรรม์ประกันชีวิต

การซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตเป็นอีกวิธีที่น่าสนใจเพราะคุณจะได้ประโยชน์หลายทาง ทั้งวินัยในการออมเงินสำหรับจ่ายเบี้ยประกัน ความคุ้มครองที่คุณจะได้รับ เช่น ค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย เงินก้อนที่คุณจะได้คืนเมื่อครบกำหนดกรมธรรม์ หรือได้รับการลดหย่อนภาษี

ปัจจุบันประกันชีวิตก็มีหลากหลายแบบ หลายบริษัทให้คุณได้เลือกซื้อตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็น ประกันชีวิตแบบรายปี ประกันชีวิตตลอดชีพ ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ประกันชีวิตแบบบำนาญ

4. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF

เป็นอีกการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ไม่มีสวัสดิการหลังเกษียณ โดยผลตอบแทนของกองทุนประเภทนี้จะมากกว่าการฝากเงินแบบธรรมดาทั่วไป พูดง่ายๆ คือ คุณจะได้เงินที่คุณลงทุนไปในแต่ละปีและดอกเบี้ยคืนเป็นเงินก้อนใหญ่ โดยการลงทุนใน RMF จะต้องซื้อหน่วยลงทุนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และห้ามเว้นระยะการลงทุนมากกว่า 1 ปีติดต่อกัน การไถ่ถอนหน่วยลงทุนจะทำได้เมื่อมีอายุ 55 ปีขึ้นไป และเงินไถ่ถอนไม่ต้องเสียภาษี

ขอบคุณรูปภาพ : https://unsplash.com/photos/Shy2gwtUCo8

5. การออกกำลังกาย รักษาสุขภาพ

วิธีนี้เป็นอีกการลงทุนที่ได้ประโยชน์กับตัวเองอย่างสูงสุดและไม่มีความเสี่ยง เพราะการออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร นอกจากจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง จิตใจสดชื่นแจ่มใสแล้ว ยังช่วยคุณประหยัดเงินที่จะต้องนำไปจ่ายค่าหมอ ค่าโรงพยาบาลในระยะยาวอีก เช่น ถ้าคุณเป็นโรคเซ็ตสุดฮิต เบาหวาน ความดัน หัวใจ คุณก็จะต้องเสียเงินค่ายาไปตลอดชีวิต กลับกันถ้าคุณไม่มีโรคล่ะ คุณก็จะมีเงินเก็บอีกมากมายเลยล่ะ


มาสร้างสุขภาพทางการเงินที่ดีกันเถอะ

มาสร้างสุขภาพทางการเงินที่ดีกันเถอะ

ถ้าวันนี้คุณคิดว่าคุณรักษาสุขภาพของร่างกายและจิตใจดีแล้ว ก็อย่าลืมหันมาดูแลรักษาสุขภาพทางการเงินกันมั่งนะคะ เพราะสุขภาพทางทางเงินก็สำคัญไม่แพ้สุขภาพกายสุขภาพใจ และจะคงอยู่กับเราไปชั่วชีวิต ดังนั้นคุณควรที่จะเริ่มสร้างสุขภาพการเงินที่ดีกันตั้งแต่วันนี้ อย่าปล่อยให้เวลาเนิ่นนานไปจนเกิดปัญหาแล้วค่อยมาหาทางรักษาหรือแก้ไขเลยค่ะ

ถ้าคุณพร้อมแล้ว…เรามาเริ่มวิธีดูแลรักษากันเลย

  • รู้จักจัดสรรรายได้

เมื่อมีรายรับเข้ามา แบ่งออมแบ่งลงทุนไว้เลย 10% เป็นอย่างต่ำ ฝึกไว้ให้เป็นนิสัย ยิ่งนานวันรายรับยิ่งมาก เงินออม เงินลงทุนของคุณก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น

  • ฝึกจดรายรับ-รายจ่าย

วันนี้ใช้จ่ายอะไรมาบ้าง จดไว้ทุกวัน แล้วคุณก็จะได้รู้ว่ารายจ่ายไหนจำเป็น อันไหนฟุ่มเฟือย จะได้รู้ว่าเดือนๆ หนึ่งคุณมีค่าใช้จ่ายประเภทไหนเท่าไหร่ อย่างค่ากิน รายจ่ายประจำเดือน ค่าผ่อนสินค้า เพื่อจะได้วางแผนค่าใช้จ่ายให้ลงตัว และมีความระมัดระวังในการใช้เงินมากขึ้น

  • มีเงินสำรองฉุกเฉิน

ในบางครั้งชีวิตเราต้องมีเรื่องด่วน เรื่องฉุกเฉินให้ต้องใช้เงิน เช่น ป่วย รถเสีย ซ่อมบ้าน ของใช้พัง ดังนั้นเงินออมบัญชีฉุกเฉินจึงต้องมีเก็บไว้ให้อุ่นใจ อย่างน้อยๆ ควรมีไว้ 3 – 6 เท่า ของค่าใช้จ่ายต่อเดือน

  • เก็บออมให้เป็นนิสัย

มีแล้วต้องเก็บ จะหยอดกระปุก เก็บเหรียญ เก็บแบงค์ เมื่อมีรายรับเข้ามาต้องออมเป็นอย่างแรกก่อนใช้ ฝึกไว้ให้เป็นนิสัย

ขอบคุณรูปภาพ : https://unsplash.com/photos/GLHS-QqqaCk

5. มีเป้าหมายทางการเงิน

การมีเป้าหมายจะช่วยให้ชีวิตของคุณมีระบบระเบียบมากยิ่งขึ้น ตั้งเป้าระยะสั้น-ระยะยาวเอาไว้เลย ว่าคิดจะทำอะไรบ้าง อย่างระยะสั้นอีก 2 ปีจะต้องมีเงินเก็บเท่าไหร่ จะเรียนต่อปริญญาโทต้องใช้เงินกี่บาท ระยะยาวก็อย่างเช่น อายุ 35 จะต้องมีบ้านเป็นของตัวเอง หรือ ต้องเริ่มมีเงินออมในวัยเกษียณแล้ว

6. ไม่สร้างหนี้ ที่ไม่จำเป็น

ก่อนจะสร้างหนี้ ให้คิดไว้เสมอว่าคือหนี้ดีหรือหนี้เสีย เรามีความสามารถในการผ่อนชำระคืนมากแค่ไหน และจะสามารถปลดหนี้ทุกอย่างก่อนเกษียณได้หรือไม่

7.ดูแลสุขภาพ ร่างกาย

สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อเราใช้งานมาก ทำงานหนัก เครียด ก็ต้องดูแลรักษาร่างกายให้ดี กินอาหารที่เป็นประโยชน์ ออกกำลังกายบ้าง เพื่อร่างกายที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยเรื้อรัง ให้ต้องเสียเงินค่ารักษาและเสียสุขภาพจิต

8.หมั่นศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการเงิน

หมั่นติดตามข่าวสารเรื่องเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุนบ้าง เพื่อให้รู้ทันสถานการณ์การเงินในปัจจุบัน เศรษฐกิจปีนี้เป็นอย่างไร จะเลือกลงทุนกับสิ่งไหนดี กองทุนแบบไหนที่ให้ผลประโยชน์สูง เพราะความรู้ทันเรื่องเหล่านี้ จะช่วยให้คุณคิดวางแผนและจัดระบบการเงินที่ดีขึ้น

9.รู้วิธีป้องกันความเสี่ยง

เพราะชีวิตมีความเสี่ยง เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นควรเลือกซื้อประกันสุขภาพ ประกันชีวิตไว้บ้าง เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็จะช่วยบรรเทาความเสียที่เกิดขึ้นลงได้ไม่มากก็น้อย

10.รู้จักการลงทุน

การฝากเงินเพื่อรอรับดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้เงินออกคุณงอกเงยขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ลองมองหาการลงทุนแบบอื่นบ้าง เช่น กองทุนต่างๆ ก็ให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจเลยดีทีเดียว

11.มีรายได้มากกว่า 1 ทาง

อย่ารอรายรับเพียงทางเดียว หากวันใดรายรับนั้นหายไปคุณจะลำบาก หาอาชีพเสริม รายได้เพิ่มหลายๆ ทางไว้เป็นดี

12. วางแผนภาษี

ศึกษาสิทธิ์ แผนลดหย่อนภาษีที่ควรได้ เพื่อเป็นการลดเงินที่จะต้องนำไปจ่ายภาษี และนำเงินส่วนนั้นมาเปลี่ยนเป็นเงินออมแทน

 

 

 


ออมเงินง่ายๆ สไตล์น้ำซึมบ่อทราย

ออมเงินง่ายๆ สไตล์น้ำซึมบ่อทราย

วิธีการนี้เหมาะกับนักออมเงินมือใหม่หรือนักออมแบบที่เพิ่งเริ่มทำงาน เริ่มเก็บเงิน ยังไม่สามารถออมเงินแบบก้อนใหญ่ๆ ภายในทีเดียว หรือ ยังไม่พร้อมนำเงินไปลงทุนในหน่วยลงทุน ด้วยการเริ่มออมแบบทีละน้อย ค่อยๆ เก็บไปเรื่อยๆ แต่นานวันไปจะได้เงินออมก้อนใหญ่อย่างแน่นอน เรียกว่า เป็นวิธีการออมเงินแบบน้ำซึมบ่อทราย

ถ้าอย่างนั้นเรามาดูกันเลยดีกว่า ว่ามีวิธีอะไรบ้าง

1.เก็บเงินวันละ 20 บาท

แบงค์ 20 แค่วันละใบ คุณแทบจะไม่รู้สึกเลยว่าเงินหายไปจากกระเป๋า ภายใน 1 เดือนคุณจะเก็บได้ 600 บาท 1 ปีเก็บได้ 7,300 บาท ค่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีคุณก็จะมีเงินเก็บเป็นหลักหมื่นแล้ว

2.หยอดเหรียญใส่กระปุกทุกวัน

ให้ถือเป็นกฎเลยว่า ทุกกคืนหลังจากกลับถึงบ้าน ให้เอาเศษเหรียญมาหยอดใส่กระปุกไว้ เหรียญ 50 สตางค์ เหรียญ 5 เหรียญ 10 หยอดใส่ไว้ มากน้อยแล้วแต่ นานวันไปก็กลายเป็นหลักพัน

3.ออม 10% จากรายได้

ได้เงินเดือนมาแบ่งออกไว้เลย 10% แล้วนำไปฝากธนาคารทันที จะฝากแบบออมทรัพย์ ฝากประจำ ก็แล้วแต่คุณเลย สิ้นปีก็มีเงินเก็บเป็นก้อนพร้อมดอกเบี้ยอีกต่างหาก

4.ซื้อกาแฟเท่าไหร่ออมเท่านั้น

กาแฟ น้ำหวานของมันต้องกิน อย่างน้อยๆ อาทิตย์นึงก็ 5 แก้วแล้ว ทำกระปุกใส่เงินไว้เลย วันนี้กินกาแฟ น้ำหวานไปเท่าไหร่ หยอดกระปุกให้เท่ากับราคาที่จ่ายไป สมมติวันนึงกินกาแฟแก้วละ 50 บาท 5 วันก็เก็บได้ตั้ง 250 บาท ถ้าวันไหนคุณกินกาแฟแบรนด์แก้วละเป็นร้อย ยิ่งได้เงินหยอดกระปุกเพิ่มมากขึ้นอีก

5.เก็บแบงค์ใหม่

เจอแบงค์ใหม่ แบงค์สวย แบงค์ที่จัดพิมพ์ขึ้นเนื่องในวโรกาสพิเศษ ให้เก็บไว้เลยอย่านำมาใช้ แบงค์เหล่านี้เก็บนานวันไป คุณจะได้ทั้งเงินเก็บก้อนโตและถือเป็นของสะสมที่มีมูลค่าอีกด้วยนะ